พระครูวิโรจน์ธรรมาจารย์ – หลวงปู่มหาปิ่น ชลิโต

กันยายน 7, 2009

ประวัติ
หลวงปู่มหาปิ่น ชลิโต (ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
วัดอริยวงศาราม (หนองน้ำขาว)
บ้านหนองน้ำขาว ต.ดอนกระเบื้อง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี
———————————————————–

“พวกเธอจงจำไว้ พระป่านั้น เขามีคติอยู่ว่า ปฏิบัติธรรมเพื่อธรรมและทำงานเพื่องาน
พระป่าโดยสายเลือดและวิญญาณเขามุ่งปฏิบัติมาทุกยุคทุกสมัย
พระป่าหาใช่เพียงกิน ถ่าย นอน และนั่งหลับตาโดยมิได้ทำอะไรเลย
พระป่าอาจโง่ในสายตาของผู้ที่เขาไม่ได้ “ปฏิบัติ” นั่งหลับตาศึกษาสัจธรรม
พระป่าในเมืองไทยนี้นับแต่หลวงปู่เสาร์และหลวงปู่มั่น พระบุพพาจารย์เจ้าเหล่านี้ล้วนแต่เรียนรู้คำสั่งสอนของพระศาสดาด้วยการ ปฏิบัติด้วยกันทั้งสิ้นและท่านก็สามารถรู้แจ้งในสัจธรรม จนสามารถยังประโยชน์ตนและผู้อื่นได้ พวกเธอจงจำไว้”

ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต พื้นเพถิ่นกำเนิดของท่านอยู่ในจังหวัดนครปฐม ท่านเคยได้สมาธิตั้งแต่อายุ ๘-๙ ขวบเท่านั้น เพราะผู้หลักผู้ใหญ่คนพื้นบ้าน เขาชอบนั่งสมาธิไปดูนรก-สวรรค์กัน ในยุคที่ท่านยังเป็นเด็กนั้น ชาวบ้านนิยมกันว่า “ถ้าบุตรในตระกูลใด ได้บวชแล้วเที่ยวออกธุดงค์รุกขมูลไปในที่ต่าง ๆ จะได้รับการยกย่องนับถือในหมู่ชนต่าง ๆ”

ดังนั้น ท่านจึงได้บรรพชาเป็นสามเณร ที่วัดสัมประทวน สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์ (เจริญ ญาณวโร) วัดเทพศิรินทราวาส เป็นพระอุปัชฌาย์
รสชาติของสมาธินั้น ยังตรึงจิตใจอยู่เสมอ ท่านได้ออกติดตามพระธุดงค์ตั้งแต่อายุครบ ๑๗ ปี ท่านได้ไปมาเกือบทั่วประเทศไทยตลอดจนถึงมาเลเซีย พม่า เขมร ลาว เป็นต้น

อายุของท่านครบอุปสมบทก็ได้มาบวชเป็นพระภิกษุสงฆ์ ณ วัดท่าตำหนัก เป็นวัดฝ่ายธรรมยุต โดยมีท่านเจ้าคุณพระเทพเจติยาจารย์ วัดเสน่หา เป็นพระอุปัชฌาย์จารย์ ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต หรือท่านพระครูวิโรจน์ธรรมาจารย์ ท่านเคยดั้นด้นธุดงค์ไปตามป่าเขาลำเนาไพร จากภาคใต้มาถึงกรุงเทพ จากกรุงเทพไปถึงแม่ฮ่องสอน จากแม่ฮ่องสอนไปภาคอีสาน ก็ได้อาศัยเท้าทั้งสองเท่านั้น เดินเพื่อค้นคว้าหาความจริงในธรรมะ และความอดทนอันยอดเยี่ยม
ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต ท่านเป็นศิษย์องค์หนึ่งของหลวงปู่มั่น ภูริทัตโต ในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่นั้น เป็นที่เคารพบูชาของประชาชนทั่วประเทศ
อันธรรมะที่ท่านเคยประพฤติปฏิบัติมานั้น ท่านได้นำมาถ่ายทอดแก่สาธุชนผู้ใคร่ในธรรมจนหมดสิ้น ลีลาการแสดงธรรมะของท่าน ท่านเฟ้นหาสาระเนื้อหาอันจับใจแก่ผู้ฟังธรรมเป็นอย่างยิ่ง

ท่านเป็นกำลังสำคัญ ในกองทัพธรรม สายหลวงปู่มั่นองค์หนึ่ง ที่ได้เที่ยวเผยแพร่หลักธรรมความเป็นจริงขององค์พระศาสดาสัมมาสัมพุทธเจ้า
ความดีงามของท่านนี้ ทำให้ชาวบ้านในภาคต่าง ๆ เช่น ภาคกลางและภาคใต้ ต่างก็ได้ร่วมกันช่วยสร้างสำนักสงฆ์อันเป็นสาขาได้ ๒๐ กว่าแห่ง
ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต แสดงให้เห็นถึงความพากเพียรพยายามอย่างแรงกล้าในการปฏิบัติ ศีล สมาธิ ปัญญา

นอกจากนี้แล้วท่านเคยเล่าว่า…”เคยแอบมากรุงเทพฯ เหมือนกัน เพื่อศึกษาพระปริยัติธรรมที่วัดบวรฯ วัดราชาฯ วัดราชบพิธฯ วัดมกุฎฯ เมื่อเรียนแล้วก็หนีเข้าป่าฝึกสมาธิภาวนาต่อไป

หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้เล่าเรื่องการออกเผยแพร่ธรรมะปฏิบัติภาคใต้ว่า…
“เมื่อได้ถวายเพลิงศพท่านอาจารย์มั่นแล้ว ก็มีความประสงค์จะเที่ยววิเวกทางภาคใต้ จึงพร้อมด้วยพระภิกษุสงฆ์หลายองค์ มีพระอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต เป็นผู้ติดตามไปด้วย ไปพักที่วัดควนมีด จ.สงขลา และได้ออกหาสถานที่บำเพ็ญสมณธรรม จึงเดินทางต่อไปจนถึงจังหวัดพังงา รู้สึกอากาศถูกกับธาตุขันธ์อยู่มาก”

ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต ได้เล่าความเป็นมาทางภาคใต้ให้หลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ฟังว่า
“กระผมได้เคยผจญภัยมาแล้ว ณ เมืองภูเก็ต พังงา สองแห่งนี้ ก็ได้รบกับความเดือดร้อนต่าง ๆ อย่างมากมาย ด้วยคณะพระธรรมยุตนิกาย ไม่เคยมีเลยในครั้งนั้นจึงได้พาคณะพรรคพวกกลับมาเผชิญเหตุการณ์ร้าย ๆ นี้อีก
กระผมดีใจที่ท่านพระอาจารย์มาเป็นประธาน ในการเดินทางในครั้งนี้ แม้จะมีเหตุการณ์ที่ร้ายแรงน่ารังเกียจ อันผิดวิสัยของสมณะ! ซึ่งเป็นผู้ที่อยู่ในเพศเดียวกันคอยกลั่นแกล้งทั้ง ๆ ที่นุ่งห่มสีเดียวกัน น่าละอาย

เมื่อท่านอาจารย์มาเป็นประธานในการเผยแพร่ธรรมะ กระผมก็มีความหวังดีต่อพระพุทธศาสนา ขอร่วมด้วย เพื่อเป็นการช่วยกันฟื้นฟูธรรมปฏิบัติในเขตสองจังหวัดนี้ เป็นการดียิ่ง”
การที่คณะเผยแพร่ธรรมะโดยหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ได้เป็นผู้นำแห่งกองทัพธรรม และมีท่านพระมหาอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต ได้เข้าช่วยเหลือเผยแพร่ธรรมะคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าให้เข้าสู่จิตใจ ประชาชนได้เป็นอันมาก

ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต ได้ถูกกำหนดให้ไปอยู่จำพรรษาที่กระโสม โดยมีพระคณะละ ๑๖ องค์ ตลอดเวลา ได้ถูกพวกที่ไร้คุณธรรมบุกรบกวน เช่น เผากุฏิ เอาก้อนหินขว้างปาขณะออกเดินบิณฑบาต ลอบวางยาพิษ ต้องผจญกับความทุกข์ยากแสนสาหัส
แต่ก็ได้รับการเตือนสติจากหลวงปู่เทสก์ เทสรังสี ให้พยายามรักษาศีลบริสุทธิ์ อย่าทิ้งสติการภาวนา พิจารณาให้เป็นธรรมอย่าเผลอสติ นับเป็นความอดทนเป็นที่ยิ่ง

ในชีวิตของพระสุปฏิบัติเช่นท่าน คือ…ท่านพระมหาอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต ท่านรักในความสันโดษวิเวกท่ามกลางป่าเขา
ชีวิตธุดงคกรรมฐานของท่าน ได้เดินทางมาไกลแสนไกลบุกป่าฝ่าดง ปีนป่ายภูเขาลูกแล้วลูกเล่า จากลูกนี้สู่ลูกโน้น และในที่สุดท่านก็มาหยุด ณ ภูเขาลูกหนึ่ง รำพึงอยู่ที่เชิงเขา เป็น ภูเขาลูกย่อม มีพระบรมสารีริกธาตุบรรจุอยู่ในสถูปองค์น้อย ณ ที่นั้นเราจึงเรียกว่า “พระธาตุเขาน้อย” หรือ วัดป่าพระธาตุเขาน้อย

ท่านพระอาจารย์มหาปิ่น ชลิโต ท่านได้ก่อสร้างขึ้นเป็นวัดที่ถาวร เป็นเครื่องเตือนจิตเตือนใจให้ระลึกถึงท่านและพระธรรมคำสอนอยู่เสมอ
แม้ว่าบัดนี้ท่านพระอาจารย์ท่านได้ละสังขารจากพวกเราไปแล้วก็ตาม แต่คุณงามความดีนั้นหาได้เสื่อมสลายตามไปไม่ ท่านยังทิ้งรอย ให้พวกเราทั้งหลายได้ดำเนินชีวิตอันถูกต้อง ตามไปเบื้องหน้าตลอดกาลนาน และเป็นความสุขนิรันดรอย่างแท้จริง

_________________
ท่านสามารถฟังวิทยุเสียงธรรมหลวงตามหาบัวได้ทั่วประเทศ
และโทรทัศน์ดาวเทียมเสียงธรรมทั้งภาพและเสียงได้แล้วที่

http://www.luangta.com

ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
วีรยุทธ
บัวทอง
บัวทอง

เข้าร่วม: 24 มิ.ย. 2005
ตอบ: 1838
ที่อยู่ (จังหวัด): สกลนคร

ตอบตอบเมื่อ: 29 มิ.ย.2007, 5:50 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน

teacher73.gif

หลวงปู่มหาปิ่น ชลิโต (ศิษย์หลวงปู่มั่น ภูริทัตโต)
วัดอริยวงศาราม (หนองน้ำขาว)
บ้านหนองน้ำขาว ต.ดอนกระเบื้อง อ.บ้านโป่ง จ.ราชบุรี

_________________
ท่านสามารถฟังวิทยุเสียงธรรมหลวงตามหาบัวได้ทั่วประเทศ
และโทรทัศน์ดาวเทียมเสียงธรรมทั้งภาพและเสียงได้แล้วที่

http://www.luangta.com

ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
วีรยุทธ
บัวทอง
บัวทอง

เข้าร่วม: 24 มิ.ย. 2005
ตอบ: 1838
ที่อยู่ (จังหวัด): สกลนคร

ตอบตอบเมื่อ: 29 มิ.ย.2007, 5:51 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน
สติปัฏฐานป่า
หลวงพ่อพระครูวิโรจน์ธรรมาจารย์ (หลวงพ่อมหาปิ่น ชลิโต)
เทศน์ที่วัดภาวนาภิรตาราม ตำบลบางขุนนนท์เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ
เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๑๙

กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน

พื้นฐานขั้นต้นคือกายที่เราเรียกกันว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐานที่ให้พิจารณากาย สักแต่ว่าเป็นกาย ไม่ ใช่สัตว์ ไม่ใช่คน ไม่ใช่ตัว ไม่ใช่ตน ไม่ใช่เราใช่เขา นี่ตำรา ทีนี้ในวิธีปฏิบัติขอให้ท่านพุทธบริษัท จงเพ่งใจลงไปที่กายของท่าน อย่าไปหมายคำว่ากายเรา กายเขา อย่าไปหมายคำว่ากายสัตว์ กายคน กายตน กายเรา กายเขา แม้คำว่ากายก็อย่าไปหมาย เพราะว่าถ้าให้สัตว์เดรัจฉานมันมาเรียกมันจะเรียกกายหรือเรียกอะไรก็ไม่ทราบ กาย ของเรานี้ถ้าให้ชาติอื่นภาษาอื่นเขามาเรียก เขาจะเรียกกาย หรือเขาจะเรียกอะไรไม่ทราบ เพราะฉะนั้นเราจงเลิกคำว่า กายออกไป ทำความรู้ในใจเข้าไปที่วัตถุชิ้นหนึ่ง สัก แต่ว่าเป็นวัตถุก้อนหนึ่ง ไม่ได้มีชื่อเรียกตัวของมัน เองก็ไม่ได้ประกาศว่ามันชื่ออะไร เราไปใส่ชื่อมันเองว่าเป็นกายยิ่งแยกแยะออกไป เราไปใส่ชื่อมันว่า ผม ว่าขน ว่าเล็บ ว่าฟัน ว่าหนัง ว่าเนื้อ ว่าเอ็น ว่ากระดูกอะไร เป็นอาการ ๓๒ ความเป็นจริงตัวมันไม่รู้อะไรเลยว่ามัน ชื่อว่าผม มันชื่อว่าขน ชื่อว่าเล็บ ชื่อว่าฟัน ชื่อว่า หนัง มันก็ไม่รู้ว่าใจตัวนี้สมมติมัน มันเป็นสิ่งรอง รับสมมติ ตัวรองรับสมมติไม่ได้รู้ว่าตัวของตัวเป็น อะไร เพราะฉะนั้น เมื่อเราจะเพ่งกายจงเลิกสมมติคำว่า กายเพ่งเข้าไปในส่วนในกายนี้จุดใดจุดหนึ่งแต่ไม่ให้ มันพ้นไปจากก้อนกายอันมียาววาหนาคืบอันนี้ เมื่อเรา เพ่งเข้าไปนั้น วิธีเพ่งนี้เป็นวิธีที่จะทำให้จิตเป็นเอ กัคคตารมณ์ คือ ทำให้จิตเป็นอารมณ์เดียว เรียกว่า อารัมณูปณิชฌาน ฌานที่เข้าไปทำให้จิตรวมอารมณ์

เมื่อเพ่งเข้าไปแล้วเอาสติระลึกอยู่จุดที่เพ่งนั้น ระลึกไปแล้วก็เอาตัวผู้รู้คือใจไปรู้อยู่ที่สตินั้น เมื่อสติระลึกอยู่ตรงไหนจงเอาใจ คือตัวผู้รู้ให้อยู่ ตรงสตินั้น ระลึกไปสติแปลว่า ระลึกได้ ระลึกไปแล้ว ก็รู้ตามไป ระลึกอยู่ในสิ่งๆหนึ่ง ในวัตถุก้อนหนึ่ง โดยไม่หมายว่ามันเป็นอะไรเป็นวัตถุชิ้นหนึ่ง คล้าย กับเราหาของเล่นให้เด็ก เด็กมันไม่รู้ว่าสิ่งนั้นเขา เรียกว่าอะไรหรอก แต่มันก็พลิกไปพลิกมา ดูมันเพลิด เพลิน เล่นไปเพลิดเพลินไปได้ การเพ่งสติถ้าเอาสติเข้า ไปเพ่งที่กายนี้ พยายามเพ่งแล้วก็ระลึกไป รู้ไปที่เป้า นั้น ถ้าบังเอิญเมื่อเราน้อมจิตเพ่งเข้าไปรู้เช่นเอา กระดูกเป็นอารมณ์ แต่ก็ไม่ต้องหมายว่ากระดูกอีก เมื่อ เราระลึกอยู่ตรงที่วัตถุสิ่งหนึ่งนั้น ระลึกไปรู้ไป ถ้าสติมันย้ายไประลึกไปจุดอื่นแต่อยู่ในกาย สติมัน ย้ายไประลึกจุดอื่นเอาใจตัวรู้นี้ตามสติไป เอารู้ที่ไป อยู่ที่สติที่ระลึกนั้นให้ตัวรู้กับตัวระลึกอยู่ด้วย กัน ถ้าบังเอิญตัวรู้ตัวนี้มันย้ายที่ เราเพ่งส่วนบน มันไปรู้ส่วนล่างก็ย้ายสติเข้าไปตามตัวรู้ แปลว่าตัว ผู้รู้ตัวนั้นมันย้ายที่ก่อนก็เอาสติตามผู้รู้ไป ไประ ลึกอยู่ตรงที่มันชอบรู้ตัวนั้น ถ้าหากว่าตัวสติมัน แลบไปก่อน ก็เอาตัวรู้นี่ย้ายตามสติ ถ้าหากตัวผู้รู้ มันแลบไปรู้ก่อนก็เอาสติตามตัวรู้ไปให้ไปรู้อยู่ตรง ที่จุดที่ใจมันชอบรู้ ชอบนึก ชอบคิดอยู่ตรงนั้น

คำว่าใจคือตัวผู้นึกผู้คิด เอาความนึกความคิดนี้ ระลึกไปนึกคิดไปในวัตถุสิ่งนั้นจะนึกคิดว่ามันเป็น สิ่งๆหนึ่ง โดยไม่ต้องไปใช้ปัญญาพิจารณาเลยว่ามัน เป็นสิ่งๆ หนึ่งโดยไม่ต้องไปใช้ปัญญาพิจารณาเลยว่า มันเป็นอะไรมีลักษณะรูปร่างสีสัณฐานอย่างไรก็ไม่ต้อง ทั้งนั้น ไม่ต้องไปคำนึงถึงสีมันทีเรียกว่า วัณโณ ไม่ ต้องคำนึงถึงกลิ่นของมัน ไม่ต้องคำนึงถึงรสของมัน ไม่ต้องคำนึงถึงความซึบซาบใดๆ ของมัน เป็นแต่ว่าเอา ตัวผู้รู้นี้ไปรู้ไว้ที่ตัววัตถุสิ่งหนึ่ง ที่เรียกว่าเพ่ง ไว้กับวัตถุสิ่งหนึ่ง เพ่งสิ่งไปในกายของเรา เพ่งไว้ สิ่งหนึ่งแล้วก็ระลึกอยู่กับสิ่งๆ หนึ่งระลึกไปรู้ไป ระลึกไปรู้ไป อาศัยเวลาอยู่บ้างเมื่อเราระลึกนานเข้าๆ ตัวรู้กับตัวระลึกตัวนี้กับตัวเป้าที่เพ่งมันจะเด่น ขึ้น ชัดขึ้นๆ จนวางอารมณ์อื่นๆทั้งหมด มันวางของ มันเอง มีตัวเป้าที่เพ่งกับสติกับตัวผู้รู้เท่านั้นเด่น อยู่ในดวงใจ เด่นชัดขึ้น จิตกำลังเป็นเอกัคคตารมณ์คือ กำลังมีอารมณ์เดียวยิ่งเพ่งนานเข้าๆ เด่นชัดยิ่งขึ้นๆ จนไม่มีอะไรเลย มีแต่ตัวเป้าที่เพ่งกับสติกับตัวผู้รู้ ที่รู้ทันกับสติกลมกลืนกันไปเท่านั้น เป้าที่เพ่งนั้น ก็ไม่หายไปไหนสติก็กลมกลืนกันกับตัวรู้ รู้ไประลึก ไปๆ อยู่นั้นเด่นอยู่นานพอสมควรตัวเป้านิ่งนั้นนะ มันจะดับหายปั๊ป สติซึ่งอาศัยฐานตั้งอยู่ บนเป้า นั้นมันก็จะหายปั๊ป ตัวผู้รู้นี้จะม้วนตัวรวมปั๊ป เข้าไป รวมเข้าไปเป็นเอกัคคตาจิต ไปเป็นจิตเดียวคล้าย ความหลับแต่ไม่ใช่หลับ เพราะมันรู้อยู่ว่ามันเป็น แบบคล้ายๆหลับ แต่ไม่ใช่หลับมันเป็นอยู่แบบหนึ่ง มันรู้ตัวของมันอยู่

ถ้าเพ่งใหม่ๆ การเพ่งยังไม่เพียงพอ เป้าที่เพ่งนั้น หายก่อนสติหายไปก่อน ใจส่งไปรู้เรื่องอื่นนั้นยังอ่อน ยังไม่พอเพ่งยังไม่พอ ถ้าเพ่งอย่างนั้นต้องน้อมเอา มาเพ่งใหม่ เพ่งจนเป้านิ่งที่เพ่งนั้นเด่นชัด ชัดเด่น ที่สุดไม่มีอะไรเลยมีแต่เป้ากับสติกับตัวรู้ที่มันรู้ กันกับเป้านิ่งนั้นเด่น ชัดเด่นอย่างเดียวหมดทั้งโลก ไม่มีอะไร นอกจากเป้านิ่งกับตัวสติกับตัวผู้รู้ แล้ว ได้สัดได้ส่วน ถ้าสติมันถี่เกินแล้ว เวลาเพ่งพอเรา ปล่อยปั๊ป เป้านิ่งหายปั๊ปสติหายปั๊ปจิตรวมปั๊ปสติ ที่ถี่เกินต้องวัดด้วยวิธีลองผ่อนดูถ้าหากลองผ่อนแล้ว มันไปอื่นนั่นยังเพ่งยังไม่พอ ต้องเพ่งให้พอ จนกว่า เป้านิ่งมันจะเด่นอยู่กับตัวสติกับตัวผู้รู้ เท่านั้น เด่นชัดยิ่งขึ้นๆ ไม่มีอารมณ์อะไรอื่นเลยมีอารมณ์เดียว มีเป้านิ่งกับสติตัวผู้รู้เท่านั้น รวมกลมกลืนกันเป็น อารมณ์เดียว ได้เวลาพอสมควรมันจะรวมปั๊ปเมื่อรวมปั๊ป เข้าไปรวมใหม่ๆ ไม่นาน แล้วมันจะถอนออกมาถ้าพอถอน ออกมามันติดอยู่กับอะไร ใจรีบคล้ายหลับแล้วตื่น ตื่น ขึ้นมาคือจิตมันรวมแล้ว มันตื่นขึ้นมาจับอะไรเป็น อารมณ์ เพ่งอารมณ์นั้นที่ถอนปั๊บขึ้นมานั่นมาติด ยึดอารมณ์อะไรก่อน เอาสติจับอารมณ์นั้นเป็นเป้าระ ลึก เอาผู้รู้เข้าไปรู้เป้านั้นเป็นเป้าเพ่งกันต่อไปฯ

เมื่อเราเพ่งเรารู้และเราระลึกอยู่ เดี๋ยวเดียว เป้า แรกที่จิตถอนขึ้นมารู้นั้นดับปั๊บ สติดับปั๊บ จิต รวมปั๊บรวมไปคราวนี้จะนานขึ้น ทีนี้มันถอนขึ้นมาอีก แรกมันถอนขึ้นมาจับอะไรเป็นอารมณ์ก่อน ก็เอาตัวรู้ เข้าไปรู้ที่เป้านั้น ที่มันจับนั้น เอาสติไประลึกอยู่ ที่เป้าที่ตัวผู้รู้มันรู้ก่อนยึดก่อนนั่นแหละเอาสติ ไปรวมไว้ที่นั้นเพ่งเป้านั้น แล้วเดี๋ยวเป้านั้นก็จะ หายปั๊บ จิตม้วนตัวรวมปั๊บรวมหลายๆ ครั้ง มันจะรวม ลงไปได้ตั้งอยู่ได้นานถึง ๓ ชั่วโมง นี่เป็นวิธีที่หนึ่ง ที่เรียกว่า กายานุปัสสนาสติปัฏฐาน การที่เข้าไปรวม เข้าไปพักอยู่เวลาขนาดชั่วโมงหรือ๒ชั่วโมงนี้ เวลาถอน ขึ้นมาเราจงพิจารณากายหรือพิจารณาสิ่งที่มันมีอยู่ใน จิต นั่นแหละมันมีอะไรมากระทบจิตแล้ว อารมณ์ของใจ มันจะเปลี่ยนอารมณ์แบบเดิมที่เราเคยเป็นอยู่แบบโลกๆ มันจะมีแต่อารมณ์สลด สังเวช เกิดอารมณ์กระทบตาก็ตาม กระทบหู กระทบจมูก กระทบลิ้น กระทบกายหรืออารมณ์ ใดมากระทบใจ มันจะมีความสลดสังเวช เห็นความแปรปรวน เห็นความไม่ยั่งยืน เห็นความไม่มีตัวมีตน หาความเป็น แก่นสารสาระอะไรไม่ได้

ตอนนี้จิตมันเริ่มเป็น วิปัสสนาญาณ ที่เรียกว่า ลักขณูปฌิชญาน ถอนจากรวมแล้วมันจะเริ่มเพ่งพิจารณาคิดค้นเป็นเรื่องของปัญญาไป ปัญญาที่จิตรวมแล้ว นั้นถอนขึ้นมาจากจิตรวมแล้วเป็นปัญญาญาณ ถ้าเพ่ง พิจารณา อนิจจัง ทุกขัง อนัตตา มันจะเป็นไตรลักษณญ าณไม่ใช่จิตธรรมดามันเป็นญาณ เพราะความรู้ที่รู้ขึ้น มาหลังจากความสงบนั้นเป็นความรู้ชนิดที่เรียกว่า ญาณ มันรู้เฉพาะๆ ในวงแคบๆ และก็รู้ชัดถึงจิตถึงใจรู้ซาบซ่านแน่นซึ้งเข้าไปในจิตในใจ ความรู้ที่หลังจากมัน รวมเข้าไปแล้วเป็นความรู้ที่มันรู้พร้อม รู้ทั่ว รู้ ชัด รู้เด่น รู้แจ้ง รู้จริงชัดจริงๆ จึงเรียกว่า เป็น ตัววิปัสสนาญาณ เริ่มเป็นวิปัสสนา ลักษณะที่อธิบาย มาให้ฟังตั้งแต่ต้นจนถึงขณะนี้ ขั้นต้นที่เพ่งนั้น ต้องการให้จิตมันรวมไปเป็นเอกัคคตารมณ์ พอรวมเข้า ไปแล้วนั้นเป็นเอกัคคตาจิต เป็นจิตเดียว เมื่อถอนขึ้น มาเพ่งพิจารณามันเริ่มเดินเข้าไปหาธรรมที่จะสรุปธรรม ทั้งหลายลงไปเป็นธรรมเดียว เป็นขั้นเริ่มต้นของการ เดินเข้าหาสายของธรรม คลองของธรรมที่จะลงไปหาความ เป็นธรรมเดียวนี่เป็นวิธีที่เรียกว่า กายานุปัสสนาสติ ปัฎฐาน จำไว้เป็นวิธีการที่หนึ่ง

_________________
ท่านสามารถฟังวิทยุเสียงธรรมหลวงตามหาบัวได้ทั่วประเทศ
และโทรทัศน์ดาวเทียมเสียงธรรมทั้งภาพและเสียงได้แล้วที่

http://www.luangta.com

ดูข้อมูลส่วนตัวส่งข้อความส่วนตัว
วีรยุทธ
บัวทอง
บัวทอง

เข้าร่วม: 24 มิ.ย. 2005
ตอบ: 1838
ที่อยู่ (จังหวัด): สกลนคร

ตอบตอบเมื่อ: 29 มิ.ย.2007, 5:52 pm ตอบโดยอ้างข้อความขึ้นไปข้างบน
สติปัฏฐานป่า
หลวงพ่อพระครูวิโรจน์ธรรมาจารย์ (หลวงพ่อมหาปิ่น ชลิโต)
เทศน์ที่วัดภาวนาภิรตาราม ตำบลบางขุนนนท์เขตบางกอกน้อย กรุงเทพฯ
เมื่อวันที่ ๑๗ ธันวาคม ๒๕๑๙

เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

วิธีการที่ ๒ ขอให้ท่านผู้ฟังเลื่อนจิตตามมาด้วย จงเพ่งลงตรงเวทนาที่ปรากฏในกาย จะเป็นอะไรเวทนาอะไร ทุกข์ตามแข้ง ตามแขน ตามขา หรือว่าปรากฏยุง ริ้นไร กัดต่อย หรือว่าปวดหรือเมื่อยจงเอาตัวรู้ตัวนี้ เข้าไปรู้ตรงจุดนั้น รู้ตรงตัวที่สมมติว่ามันตัวเวทนานั้น แต่ตัวมันก็ไม่รู้ว่ามันเป็นตัวเวทนามันเป็นอาการของ กายอันหนึ่งและมันเป็นอาการของจิตอันหนึ่ง มันเป็น ทั้งอาการของกายและจิต เพราะเรามานั่งตั้งกายตรงดำรง สติมั่นฉะนี้ มันย่อมมีเวทนาปรากฏในตัวของใครของมัน เวทนานี้เราจะเอาตัวปรากฏสุขเป็นอารมณ์ก็ได้ปรากฏว่า มันเป็นทุกข์เป็นอารมณ์ก็ได้หรือเฉยๆ เป็นอารมณ์ก็ ได้ แต่ไม่ต้องไปใส่คำว่าเวทนา เพ่งลงว่ามันเป็นปฏิกิริยาอันหนึ่งที่ปรากฏในกาย เอาสติระลึกอยู่ตรงที่เป็น ปฏิกิริยาตัวนั้น โดยไม่ต้องหมายว่ามันเป็นทุกข์ หรือเป็นสุข เป็นเราเป็นเขา เป็นตัวเป็นตนเป็นสัตว์ เป็นบุคคล เป็นเพียงอาการของปฏิกิริยาอันหนึ่งที่ ปรากฏขึ้นในกายนี้ เพ่งอยู่ที่นั่นระลึกอยู่ที่นั่นรู้ อยู่ที่นั่น ถ้าหากว่าบังเอิญมันมีการเจ็บ การปวดหลาย จุด สติมันชอบไประลึกอยู่จุดใด เอาตัวผู้รู้นี้ตาม ไประลึกไปรับรู้ที่สติมันชอบระลึก

ถ้าหากว่าตัวรู้มันคอยจะแยกกับสติ มันจะวิ่งไป รู้อีกจุดหนึ่งแต่สติไม่ไปด้วย ก็เอาสติวิ่งตามตัวรู้ ไป ไประลึกอยู่ตามที่ตัวรู้มันรู้นั้น แปลว่าแบบที่ อธิบายมาแล้วสติ สติไปอยู่ไหนให้ตัวรู้ตามไปอยู่ ที่นั่น ตัวรู้ไปที่ไหนต้องให้สติตามไปอยู่ที่นั่น แต่นี่เพ่งเข้าไปในอาการซึ่งเป็นปฏิกิริยาอันหนึ่ง ที่ปรากฏขึ้นในกาย เพ่งไประลึกไป รู้ไปเพ่งไป เพ่งไป ระลึกไปรู้ไป นานเข้าอาการนั้นจะเด่นสติมีอาการนั้น เป็นอารมณ์ เมื่อสติมีอาการนั้นเป็นอารมณ์ ใจก็จะรู้ แต่อาการนั้นเป็นอารมณ์เด่นอยู่ในดวงจิต ไม่มีเรื่อง อื่นเลย มีแต่อาการนั้นกับสติกับตัวรู้ที่รู้กลมกลืน กัน ทำความยินดีอยู่จุดนั้น ระลึกไปรู้ไประลึกไปรู้ ไป ตัวอาการอันหนึ่งที่มันเป็นปฏิกิริยาเกิดขึ้นใน กาย เมื่อนานเพียงพอจิตเริ่มรวมอารมณ์ เป็นเอการมณ์ หรือเอกัคคตารมณ์นานเด่นชัด ยิ่งขึ้นๆ แล้วเป้านั้น หายปั๊บ สติที่อาศัยเป้านั้นเป็นฐานที่ตั้งสตินั้นก็ จะหายปั๊บ จิตก็จะม้วนตัวรวมปุ๊บ นั่นจิตไปเป็น เอกัคคตาจิต ใหม่ๆ มันอยู่ไม่ได้นานมันจะถอนขึ้น เมื่อมันถอนขึ้นก็มาจับเป้านั้นอีก เป้าของอาการที่มี ปฏิกิริยาอันหนึ่ง ซึ่งเป็นอาการนอกกาย อาการของ จิตนั้น ระลึกอยู่ที่นั้นรู้อยู่ที่นั้นจนเด่นชัดอีก เด่นเป็นเอกัคคตารมณ์เป็นอารมณ์เดียว เด่นชัดเดี๋ยว เป้านั้นก็จะดับปั๊บ สติหายปั๊บจิตรวมปุ๊บ เข้าไปอีก ไปเป็นเอกัคคตาจิต คล้ายหลับอีกเหมือนกัน คราวนี้จะ ได้นานขึ้น แต่มันไม่เหมือนหลับเพราะมันมีตัวรู้อยู่ รู้ตัวว่ามันเหมือนหลับ แล้วก็มีความเห็นมีความอิ่ม แต่มีความรู้อยู่และมีความนึกคิดอยู่ นึกคิดอยู่แต่มี อะไรๆ บังคับอยู่เหมือนนกอยู่ในกรง

ถ้ามันถอนขึ้นมาก็เพ่งอย่างเก่าอีก เพ่งปฏิกิริยาอันที่มาปรากฏขึ้นเป็นอาการของจิต อาการของกาย นั้น ระลึกอยู่ตรงจุดนั้นอีก ไม่นานเด่นจนเป็น อารมณ์เดียว เป็นเอการมณ์แล้วเด่นชัดเหมือนเราลืมตา มองดู แล้วมันจะรวมเป้านั้นก็จะดับหายอีก สติหายอีก จิตม้วนตัวรวมอีกรวมไปพักได้เต็มที่ ๓ ชั่วโมง ถอน ขึ้นมาคราวนี้มันจะมองอะไรๆ เป็นความแปรปรวนความ ไม่ยั่งยืนความไม่มีตัวเป็นตัวที่มีแต่ตัวอื่นอยู่ตัว หนึ่ง แล้วก็มีความแปรปรวนให้เห็นอยู่ มีความไม่อยู่ ในอำนาจบังคับบัญชาให้เห็นอยู่ชัดเด่นเริ่มเดินเข้า หารู้เอกัคคตาธรรม ที่แปลว่าธรรมเดียว นี่เริ่มเป็นวิปัสสนาญาณ

การพิจารณาอนิจจัง ทุกขัง อนัตตาในที่นั้น มัน เริ่มเป็นไตรลักษณญาณ เพราะมันเกิดจากจิตที่รวมเข้า ไปแล้ว จึงไปเกิดความรู้ขึ้นในจิตที่รวมเป็นเอกัคคตา จิตนั้นเอาจิตที่เป็นจิตเดียวนั้นมาเพ่งพิจารณา จิต นั้นจึงกลายเป็นไตรลักษณญาณไป เดิมเรียกว่า ไตรลักษณ์ คราวนี้เป็นไตรลักษณญาณ วิปัสสนาตอนนี้ ก็เป็นวิปัสสนาญาณแต่ก่อนเป็นวิปัสสนา ตอนนี้เป็น วิปัสสนาญาณ นี้เป็นวิธีการที่เรียกว่า “เจริญเวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน” เป็นวิธีการที่ ๒ ที่ท่านพุทธบริษัท ควรจะกำหนดเอาไว้ สนใจทำให้มากเข้า ภาวิตา ทำให้มี ให้เป็น พาหุลีกตา ทำให้มากเข้า ทำบ่อยๆ เมื่อภาวนา ยิ่งๆ ขึ้น คือเพ่งยิ่งขึ้นกระทำมากขึ้นๆนั้น อภิญญ ายะ นิพพานายะ สัมโพธายะ สังวัตตติ จะเป็นไปเพื่อ ความรู้ยิ่งรู้พร้อมเฉพาะๆ ในจิตแล้วจะเกิดความเบื่อ หน่าย คำนี้จะรวมเป็นคำเดียวเป็นเอกัคคตาธรรมได้ด้วย ขณะจิตเดียว แล้วจะมีอาการแปลกประหลาดอัศจรรย์ แต่ ขอให้กระทำให้มากเจริญให้มากนี้เป็นวิธีที่เรียกว่า เวทนานุปัสสนาสติปัฏฐาน

พระครูวิเวกวัฒนาทร – หลวงพ่อบุญเพ็ง กัปปโก

กันยายน 7, 2009

พระครูวิเวกวัฒนาทร (หลวงพ่อบุญเพ็ง กัปปโก)

เจ้าอาวาสวัดป่าวิเวกธรรม ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดขอนแก่น

พระนักปฏิบัติ ผู้มีศีลาจารวัตรที่งดงาม เป็นเนื้อนาบุญของชาวพุทธ ที่ควรแก่การสักการบูชา

หลวงพ่อท่านมีนามก่อนอุปสมบทว่า บุญเพ็ง เหล่าหงษา ท่านถือกำเนิดจากโยมบิดาคือนายเอี่ยม โยมมารดาคือนางคง ในวันมาฆบูชา ปีมะโรง จ.ศ.๑๒๙๐ ซึ่งตรงกับวันเสาร์ที่ ๒๑ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๔๗๑ ที่บ้านบัวบาน ตำบลกู่ทอง อำเภอเชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม มีพี่น้องร่วมท้อง ๗ คน เป็นชาย ๕ คน หญิง ๒ คน ได้แก่ นางแถว พระครูศีลสารวิมล (ล้วน สีลราโม) นางสาย นายเลียบ นายเลี่ยม และนายสำเริง ตามลำดับ โดยมีหลวงพ่อเป็นลูกหล้า คือ บุตรคนสุดท้อง ปัจจุบันพี่ของท่านมรณภาพ และเสียชีวิตหมดแล้ว

ครอบครัวของหลวงพ่อมีอาชีพทำไร่ทำนาตามสภาพของคนในชนบท มีฐานะพอมีอันจะกินตระกูลหนึ่งในหมู่บ้านบัวบาน หลวงพ่อมีโอกาสศึกษาถึงชั้นประถมปีที่ ๔ ท่านเล่าให้ฟังว่าท่านเคยควบคุมดูแลการหลบลูกระเบิดสมัยสงครามอินโดจีนเมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๘๓ ตั้งแต่ท่านเป็นนักเรียนชั้นประถมปีที่ ๔ ซึ่งแสดงให้เห็นว่าท่านเป็นผู้ที่มีความฉลาดเฉลียว และมั่นใจในตนเองมาตั้งแต่เด็ก

ในการประกอบสัมมาชีพของท่านในแต่ละวันท่านก็ยังคิดเมตตาสงสารวัวควายที่ท่านใช้งาน และคิดสลดสังเวชการวนเวียนดำเนินชีวิตของผู้คนรอบข้างที่ทุกข์ยาก สู้ภัยธรรมชาติปีแล้วปีเล่า แม้ว่าหลวงพ่อท่านอยากจะบวช แต่ก็ต้องรับผิดชอบในการทำงานแทนบรรดาพี่ชายซึ่งบวชกันไปหมด จนกระทั่งท่านมีอายุได้ ๒๑ ปี จึงได้มีโอกาสบวช ก่อนออกบวชท่านก็ได้ทดแทนคุณบิดามารดาด้วยการสร้างบ้านให้บิดามารดาและพี่น้องด้วยตัวท่านเองทุกขั้นตอน ตั้งแต่หาไม้จนกระทั่งสำเร็จเป็นบ้านอยู่อาศัยได้

มูลเหตุที่หลวงพ่อท่านมีความตั้งใจอยากจะบวชเป็นพระแทนการสร้างครอบครัวเฉกเช่นชาวบ้านอื่น ก็คงเป็นเพราะท่านเกิดมาในตระกูลที่ฝักใฝ่ในทางศีลธรรม ประกอบกับพี่ชายของท่านคือพระครูศีลสารวิมล (ล้วน สีลราโม) ก็ได้บรรพชาตั้งแต่หลวงพ่อท่านยังเป็นเด็กจนได้เป็นพระกรรมฐานผู้มีชื่อเสียงเป็นที่เลื่อมใสศรัทธาของพุทธบริษัทอย่างกว้างขวาง

หลวงพ่อเล่าให้ฟัง ว่า ในปีพุทธศักราช ๒๔๗๑ หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโม แม่ทัพธรรม พร้อมด้วยศิษยานุศิษย์หลายรูปได้เดินทางมาจากจังหวัดอุบลราชธานี มาธุดงค์กรรมฐานที่โคกเหล่างา (วัดป่าวิเวกธรรมในปัจจุบัน) ซึ่งเป็นป่ารก เป็นป่าช้าผีดุ แล้วก็มีหลวงปู่เทสก์ หลวงปู่อ่อน หลวงปู่ภูมิ หลวงปู่ฝั้น หลวงปู่กงมา หลวงปู่คำดี ฯลฯ มาอยู่รับการอบรมธรรมปฏิบัติจากหลวงปู่สิงห์ พอออกพรรษาเข้าหน้าแล้ง บรรดาท่านเหล่านี้ก็พากันไปแสวงหาที่วิเวกภาวนาโดยหลวงปู่เทสก์ก็ได้ไปแสวง หาที่วิเวกกรรมฐานทางทิศตะวันออกของเมืองขอนแก่น คือไปทางจังหวัดมหาสารคาม ท่านได้ไปพักอยู่ที่ป่าช้าหัวหนองตอกแป้น บ้านบัวบาน อำเภอเชียงยืน และได้อบรมหลักการปฏิบัติธรรมแก่ญาติโยมบ้านบัวบาน รวมทั้งโยมบิดา มารดา ของหลวงพ่อท่านด้วย โยมบิดา มารดาของหลวงพ่อมีความเลื่อมใสศรัทธาหลวงปู่เทสก์เป็นอย่างยิ่ง

จึงได้มอบบุตรชายคนโตคือ พระครูศีลสารวิมล (ล้วน สีลราโม) เป็นลูกศิษย์ติดตามหลวงปู่เทสก์ไปธุดงค์กรรมฐานตามสถานที่ต่าง ๆ จนกระทั่งได้อุปสมบท และ ปฏิบัติธรรมกับหลวงปู่ภูมี วัดคีรีวัลล์ อำเภอท่าช้าง จังหวัดนครราชสีมา จนเกิดความมั่นใจในความรู้ความเข้าใจในธรรมะคำสั่งสอนของพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้วก็นึกถึงญาติพี่น้องทางบ้าน จึงกลับมานำญาติพี่น้องบวช และได้มาจำพรรษาที่วัดเทพนิมิต บ้านบัวบาน ในปี ๒๔๘๕ เพื่อโปรดโยมบิดามารดาและญาติพี่น้อง ในขณะนั้นหลวงพ่อท่านมีอายุประมาณ ๑๔-๑๕ ปี และต้องรับภาระการประกอบอาชีพดูแลครอบครัว นี้จึงเป็นเหตุให้ท่านไม่เคยมีโอกาสบรรพชาเป็นสามเณร

ในการประกอบอาชีพ หลวงพ่อท่านก็สามารถทำได้ดีกว่าชาวบ้านทั่วไป ท่านรู้จักประกอบอาชีพหารายได้นอกฤดูทำนา จนมีเงินทองมาจุนเจือครอบครัวอีกส่วนหนึ่ง นอกจากนี้ หลวงพ่อยังมีพรสวรรค์ในการรักษาโรคโดยวิธีการพื้นบ้านตามที่โยมบิดาท่านสอนให้ เช่น รักษาตาต้อ คางทูม ฯลฯ เป็นเหตุให้ท่านสอนให้พวกลูกศิษย์ใช้คาถาและพลังจิตรักษาโรคมาจนกระทั่งปัจจุบัน ท่านบอกว่า เอาไว้ช่วยตนเองและสงเคราะห์คนอื่นยามที่ไม่อาจรับการรักษาจากแพทย์แผนปัจจุบันได้

หลวงพ่อท่านอุปสมบทในวันที่ ๓ พฤษภาคม ๒๔๙๒ ที่วัดศรีจันทร ์(ธรรมยุต) จังหวัดขอนแก่น โดยมีพระพิศาลสารคุณเป็นพระอุปัชฌายะ พระครูคัมภีรนิเทศ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระมหาสุพจน์ เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้ฉายา “กัปปโก” ซึ่งแปลว่า “ผู้สำเร็จ”

เมื่ออุปสมบทแล้วได้จำพรรษาที่วัดเทพนิมิต บ้านบัวบาน เป็นเวลา ๒ ปี ในระหว่างนั้น โยมบิดาได้ป่วย และเสียชีวิตในปี พุทธศักราช ๒๔๙๓ หลังจากจัดการฌาปนกิจศพโยมบิดาเรียบร้อยแล้ว หลวงพ่อจึงได้เดินทางมาศึกษาปริยัติธรรม และพำนักยังวัดสุทธจินดา อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา จนถึงเดือนสิงหาคม พุทธศักราช ๒๔๙๔ โยมมารดาเสียชีวิต ท่านจึงเดินทางกลับมายังวัดป่าวิเวกธรรม เพื่อจัดการงานศพของโยมมารดา และท่านก็ไม่กลับไปศึกษาปริยัติธรรมอีก ขณะนั้นท่านได้วิทยฐานะเป็น นักธรรมโท

ในปพุทธศักราช ๒๔๙๕ พระพี่ชายคือ พระครูศีลสารวิมล ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าวิเวกธรรม หรือวัดเหล่างา หลวงพ่อท่านจึงจำพรรษาที่วัดเทพนิมิต บ้านบัวบานเพียงองค์เดียว เป็นเวลา ๕ ปี ต่อมาจึงได้ติดตามพระพี่ชายมาจำพรรษาที่วัดป่าวิเวกธรรม เมื่อปี พุทธศักราช ๒๔๙๙

ระหว่างนั้นหลวงพ่อได้เดินทางไปธุดงค์ตามสถานที่ต่าง ๆ โดยไปทางโคราช และอรัญญประเทศ จนกระทั่งข้ามไปยังประเทศกัมพูชาระหว่างทางท่านก็ได้ผจญกับสัตว์ร้ายและโรคภัยสารพัด และยังได้มีโอกาสช่วยเหลือรักษาโรคภัยให้แก่ชาวบ้าน หลวงพ่อเล่าว่าการเดินธุดงค์ส่วนมากใช้เท้าเปล่าและเอารองเท้าพาดบ่าเพราะรองเท้าตัดจากหนังควายแห้งใส่แล้วกัดเท้าเจ็บ แต่ถ้าเข้าป่ามีหนามจึงนำออกมาสวมจนกระทั่ง ปีพุทธศักราช ๒๕๐๒ หลวงปู่สิม พุทธาจาโร ซึ่งขณะนั้น ดำรงตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดสันติธรรม ตำบลช้างเผือก อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ได้เดินทางมายังจังหวัดขอนแก่นและแวะเยี่ยมพระครูศีลสารวิมล หลวงพ่อจึงได้มีโอกาสฟังธรรมจากหลวงปู่สิม เป็นเหตุให้ท่านมีโอกาสเข้าใจในเรื่องการภาวนาที่ลึกซึ้งมากขึ้น และหลวงปู่สิมได้ชวนหลวงพ่อให้ไปอยู่เชียงใหม่ด้วยกัน หลังจากหลวงปู่สิมเดินทางกลับไปแล้ว หลวงพ่อจึงตัดสินใจเดินทางติดตามไปโดยลำพัง หลวงพ่อเล่าว่าท่านขึ้นรถไฟเข้ากรุงเทพฯ ไปแวะพักค้างคืนที่วัดบรมนิวาส เชิงสะพานกษัตริย์ศึกแล้วนั่งรถไฟต่อไปถึงเชียงใหม่เมื่อวันที่ ๓ พฤษภาคม พุทธศักราช ๒๕๐๓

หลวงพ่อได้รับการฝึกหัดอบรมกรรมฐานจากหลวงปู่สิม และได้ติดตามหลวงปู่สิมไปธุดงค์กรรมฐานที่ภูกระดึง จังหวัดเลย ซึ่งในสมัยนั้นยังเป็นป่าที่มีสัตว์ร้ายอยู่มาก แต่หลวงปู่สิมก็นำท่านบุกป่าฝ่าดงไปเพื่อแสวงหาโมกขธรรม โดยอาศัยความสงบของจิตและ “พุทโธ” เป็นเครื่องต่อสู้กับความทุรกันดาร และสัตว์ร้ายนานาชนิด

ต่อมาหลวงพ่อยังได้มีโอกาสไปศึกษาธรรมะกับหลวงปู่ตื้อ อจลธัมโม ที่อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ และได้สั่งสมความรู้ และไหวพริบปฏิภาณในการแก้ไขปัญหาธรรมะจากหลวงปู่ตื้อ รวมทั้งด้านอิทธิวิธีซึ่งหลวงปู่ตื้อท่านมีความเป็นเลิศ ยามว่างหลวงพ่อท่านจะเล่าให้บรรดาสานุศิษย์ฟังถึงความสงบเย็น ความมุ่งมั่น อดทน ความกล้าหาญ เมตตา และเสียสละของหลวงปู่สิม และปฏิภาณ ไหวพริบ อิทธิฤทธิ์ ของหลวงปู่ตื้อ ซึ่งหลวงพ่อท่านรับมาปฏิบัติจนเท่าทุกวันนี้

ในระหว่างนี้เป็นเวลาประมาณ ๔ ปี หลวงพ่อท่านได้ใช้ช่วงเวลาออกพรรษาในฤดูแล้ง ธุดงค์กรรมฐานไปตามป่าเขาในภาคเหนือตอนบน ได้ประสบกับสิ่งลึกลับมหัศจรรย์มากมาย และต้องต่อสู้กับภัยอันตรายนานัปการ ตามแนวทางที่ครูบาอาจารย์ของท่านได้ดำเนินไปก่อนแล้ว และระหว่างธุดงค์กรรมฐานท่านก็ยังได้สั่งสอนอบรมภาวนาให้พระภิกษุที่เดินทางไปด้วยกันอย่างสม่ำเสมอ

จนถึงปีพุทธศักราช ๒๕๐๗ หลวงพ่อได้ไปจำพรรษาที่วัดคำหวายยาง อำเภอบ้านฝาง จังหวัดขอนแก่น เป็นเวลา ๒ ปี เพื่อไปวิเวกภาวนา เนื่องจากวัดคำหวายยางเป็นวัดที่มีความทุรกันดาร และขึ้นชื่อเรื่องผีดุ ที่วัดนี้หลวงพ่อก็ได้อบรมภาวนาให้ลูกศิษย์หลายคนให้ประสบความสำเร็จในระดับหนึ่ง และบางคนยังใช้พลังจิตช่วยเหลือผู้คนที่ประสบปัญหาต่าง ๆ มาจนปัจจุบัน

ในด้านการแสดงพระธรรมเทศนาอบรมพุทธบริษัท หลวงพ่อท่านพัฒนาเทคนิคเฉพาะตัวของท่านตั้งแต่ครั้งบวชใหม่ ๆ ซึ่งยังมีความประหม่าอยู่มาก แต่ก็ต้องเทศน์ตามโอกาสและประเพณีอย่างไรก็ตามจากไหวพริบปฏิภาณของท่าน และจากการฟังเทศน์ของครูบาอาจารย์ในสมัยนั้น ซึ่งแสดงตามงานต่าง ๆ เกือบทุกคืน นอกจากนี้พระพี่ชาย คือ พระครูศีลสารวิมล (ล้วน สีลราโม) ก็เป็นนักเทศน์ที่มีสำนวนโวหารไพเราะ จับใจ ญาติโยมเป็นอันมาก รวมทั้งจากการติดตามรับฟังการแสดงธรรม และการแก้ปัญหาธรรมะของครูบาอาจารย์ มี หลวงปู่สิม และหลวงปู่ตื้อ เป็นอาทิ ทำให้หลวงพ่อท่านมีความเป็นเลิศในการเป็นนักเทศน์ อีกประการหนึ่ง

ในปี พุทธศักราช ๒๕๐๘ หลวงพ่อได้มีโอกาสไปร่วมงานศพพระเถระที่จังหวัดสงขลา และได้รับนิมนต์ขึ้นเทศน์ ๒ ธรรมาสน์ทั้งที่อาพาธด้วยไข้หวัด แต่กระนั้นท่านก็เทศน์ได้ดีจนกระทั้งหลวงปู่สิม ซึ่งเป็นพระอาจารย์กรรมฐานของท่านเองออกปากชมว่าเทศน์ดี ญาติโยมจากวัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ ซึ่งไปร่วมงานในครั้งนั้นเกิดความประทับใจในปฏิภาณของท่านยิ่งนัก จึงกราบอาราธนาท่านไปจำพรรษาที่วัดอโศการามตั้งแต่ปีพุทธศักราช ๒๕๐๙ ในระหว่างพรรษาท่านได้แสดงพระธรรมเทศนาอบรมพุทธบริษัทอย่างสม่ำเสมอ บางครั้งท่านแสดงธรรมวันละ ๓ รอบ รอบละเกือบ ๒ ชั่วโมง เนื้อหาเผ็ดร้อน ตรงประเด็นเกี่ยวกับจิตตภาวนาล้วน ๆ ไม่มีจืด ไม่มีซ้ำ ลูกศิษย์รุ่นเก่าที่ได้รับการฝึกอบรมจิตตภาวนาในยุคนั้นยังมีปรากฏให้เห็นมีชีวิตอยู่ในปัจจุบันหลายท่าน ในขณะนั้นหลวงพ่อท่านยังมีอายุไม่ถึง ๔๐ ปี ด้วยซ้ำไป

ชื่อเสียงในการเป็นนักเทศน์ของหลวงพ่อขจรขจายมาจนถึงวัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน โดยมีอุบาสก อุบาสิกา นำมาเล่าให้สมเด็จพระมหาวีรวงศ์ (พิมพ์ ธมมธโร) เจ้าอาวาสในขณะนั้นฟัง เมื่อสมเด็จฯ ท่านซักถามถึงชื่อเสียงก็ทราบว่ารู้จักกันอยู่ก่อน จึงให้พระเถระในวัดพระศรีฯ ไปรับมา แต่หลวงพ่อท่านก็ได้ผัดผ่อนไปก่อนเพื่อที่จะออกธุดงค์ไปวิเวกที่จันทบุรี เมื่อเข้าพรรษาในปีพุทธศักราช ๒๕๑๐ หลวงพ่อจึงได้มาจำพรรษาที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน และได้อบรมจิตตภาวนาให้แก่ญาติโยมพุทธบริษัททางด้านนี้สลับกับที่วัด อโศการามเป็นเวลาเกือบ ๑๐ พรรษา โดยส่วนใหญ่จะจำพรรษาที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน ดังนั้นเมื่อหลวงพ่อพูดถึงสองวัดนี้ ท่านจึงพูดว่าเป็นวัดของท่านด้วยความคุ้นเคยอย่างยิ่งกับพระเณรและญาติโยมทั้งหลาย แต่ช่วงหลัง ๆ นี้ท่านเดินทางไปวัดอโศการามน้อยลง เนื่องจากมีปัญหาการจราจรติดขัด เดินทางไปไม่สะดวก ท่านจึงพำนักที่วัดพระศรีมหาธาตุฯ บางเขน ทุกครั้งที่เดินทางมากรุงเทพฯ โดยในปัจจุบันท่านเจ้าอาวาสได้จัดกุฎิเฉพาะให้ท่านคือ กุฎิ กี ประยูรหงส์ ด้านหน้าศาลากลางน้ำ

การแสดงพระธรรมเทศนาของหลวงพ่อที่วัดอโศการามจะแสดงอบรมภิกษุ สามเณร อุบาสก อุบาสิกา บนวิหาร พร้อมกัน ซึ่งตามธรรมเนียมปฏิบัติของวัดอโศการาม จะมีการแสดงธรรมบนวิหารทุกคืน และในวันพระยังมีรอบเช้า และรอบบ่ายสาม แต่ที่วัดพระศรีมหาธาตุ บางเขน ตามปกติ สมเด็จฯ จะแสดงธรรมเอง อย่างไรก็ตามบางคราวสมเด็จฯได้นิมนต์ให้หลวงพ่อแสดงธรรมแทน โดยสมเด็จฯ นั่งฟังอยู่ด้วย

สหธรรมิกของหลวง พ่อที่ติดตามกันไปอยู่ที่วัดพระศรีฯ คือ ท่านพระอาจารย์ไท (ไท ฐานุตตโม) ซึ่งติดตามกันตั้งแต่ครั้งธุดงค์ที่ภาคเหนือ และวัดอโศการามในแต่ละวันจะมีบุคคลต่าง ๆ โดยเฉพาะอาจารย์จากวิทยาลัยครู (สถาบันราชภัฏในปัจจุบัน) ด้านหลังวัดมากราบท่านพระอาจารย์ไท และบางครั้งก็มีการสนทนาธรรมกัน ซึ่งท่านเหล่านี้มีปัญหายาก ๆ มาถามอยู่เสมอ แต่หลวงพ่อท่านก็เอาอยู่ด้วยปฏิภาณอันเลิศของท่าน ข้าพเจ้าจะขอยกตัวอย่างสักเรื่องหนึ่งคือในปีพุทธศักราช ๒๕๑๑ ซึ่งสหรัฐอเมริกาส่งยานอพอลโล ไปบนดวงจันทร์ อาจารย์ที่สถาบันราชภัฏก็แสดงความกังขาว่าเมื่อเป็นเช่นนั้นแสดงว่าที่พระ พุทธเจ้าบอกว่ามีสวรรค์อยู่ข้างบนก็ไม่จริง เพราะยานอวกาศขึ้นไปบนดวงจันทร์แล้วก็ไม่เห็นมีสรรค์อยู่ข้างบนด้วยปฏิภาณ หลวงพ่อก็ตอบไปว่าถ้าอยากรู้ว่าจริงหรือไม่ก็ให้ลองตายดู อาจารย์ท่านนั้นงง หลวงพ่อจึงอธิบายต่อไปว่า พระพุทธเจ้าท่านไม่เคยบอกว่าสวรรค์เป็นที่ไปของผู้มีชีวิตอยู่ เมื่อตายไปแล้วต่างหาก ท่านจึงว่าไปสู่สุคติสวรรค์ อาจารย์ท่านนั้นจึงยอมจำนน

และที่วัดพระศรีมหาธาตุนี้เองที่หลวงพ่อท่านเริ่มอบรมภาวนาให้กับอุบาสก อุบาสิกา กลุ่มเล็ก ๆ ซึ่งติดตามท่านมาหลังจากการนั่งฟังธรรมบนโบสถ์ ท่านก็ได้ใช้ใต้ถุนกุฏิเป็นที่อบรม ทั้งที่ยุงชุมมาก แต่ผู้อบรมและผู้รับการอบรมก็ไม่ย่อท้อ การอบรมกลุ่มเล็กนี้จะได้ผลดีมากกว่ากลุ่มใหญ่ และท่านเรียกลูกศิษย์รุ่นนั้นของท่านว่า “เหรียญรุ่นแรก” บางท่านก็ได้ติดตามอุปฐากและเป็นลูกศิษย์มาจนปัจจุบัน บางท่านเสียชีวิตไปแล้ว แต่ลูกหลานเหลนก็ยังตามมาเป็นลูกศิษย์อยู่ก็มี เคยมีลูกศิษย์ “เหรียญรุ่นแรก” มากราบหลังจากหายหน้าไปนาน เมื่อหลวงพ่อถามถึงการปฏิบัติจิตว่าเสื่อมหายไปหรือไม่ เพราะติดภาระครอบครัวไม่อาจนั่งภาวนาได้บ่อยครั้งเหมือนแต่ก่อน ลูกศิษย์ท่านนั้นตอบสมกับเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์ว่า นามธรรมเสื่อมหายไม่ได้หรอก

แนวทางการอบรมภาวนากลุ่มเล็กเช่นนี้ หลวงพ่อท่านดำเนินตามรอยพระพุทธเจ้า ท่านว่า ครั้งพุทธกาล สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า ท่านทรงสั่งสอนลูกศิษย์คราวละไม่กี่คน และให้นั่งภาวนาไปด้วย และก็ฟังเทศน์ไปด้วย ท่านบอกว่า มัวนั่งฟังเทศน์สวดมนต์จนปวดขา แล้วจึงมานั่งภาวนาก็พาลจะนั่งไม่ได้ บางคนเข้ามาถามคำถามเกี่ยวกับการภาวนา ท่านไม่ตอบ แต่ให้นั่งไปเลย และก็ได้เลย เลยไม่ต้องถามอีก ท่านเรียกลูกศิษย์เหล่านี้ว่า “ลูกศิษย์ลอยมา” ซึ่งส่วนใหญ่จะนั่งได้ ข้าพเจ้าเป็นลูกศิษย์มา ๒ ปีเศษ ได้รู้จักกับลูกศิษย์รุ่นแล้วรุ่นเล่าที่เข้ามาฝึกอบรมกับท่าน สำหรับผู้ที่ตั้งใจจริงจังและไม่เคยไปฝึกภาวนาที่อื่นมาก่อนก็มักจะได้กันทุกคน พวกเราพึ่งตนเองได้ในการปฏิบัติ ส่วนจะก้าวไปไกลเพียงใดหรือทางใดก็แล้วแต่อุปนิสัยของเขาแต่ละคนหลวงพ่อไม่ส่งเสริมให้ลูกศิษย์ “บวชก่อนได้” แม้กระทั่งลูกศิษย์ที่เป็นชาย ถ้าอยากบวชท่านก็จะฝึกหัดภาวนาให้มีพื้นฐานดีก่อนจึงให้บวช ส่วนลูกศิษย์ฝ่ายหญิงซึ่งมีมากกว่าฝ่ายชาย ท่านก็ให้ปฏิบัติภาวนาไปและใช้ชีวิตแบบปุถุชน อีกทั้งยังสอนให้นำหลักธรรมและความสงบซึ่งเป็นผลจากการภาวนาไปใช้ประโยชน์ในชีวิตประจำวันอีกด้วย

ในช่วงจำพรรษาที่วัดอโศการาม และวัดพระศรีมหาธาตุ เมื่อเข้าสู่ช่วงออกพรรษาหลวงพ่อท่านมักจะไปเที่ยวธุดงค์กรรมฐานบริเวณป่าเขาภาคตะวันออก ภาคกลาง และภาคอีสาน จนมีความชำนาญภูมิประเทศของป่าเขาในประเทศไทยแทบทั้งหมด ยกเว้นภาคใต้เท่านั้นที่หลวงพ่อท่านไม่ค่อยได้ไป ดังนั้น เมื่อเดินทางไปตามจังหวัดต่าง ๆ ที่มีฎีกานิมนต์ไปแสดงธรรม แม้จะเป็นวัดที่ท่านไม่คุ้นเคย แต่ท่านมีแผนที่อยู่ในสมองของท่าน จึงไม่ค่อยพลาดเรื่องเส้นทางเดินทาง

หลังจากสมเด็จพระมหาธีรวงศ์ (พิมพ์ ธมฺมธโร) มรณภาพในปีพุทธศักราช ๒๕๑๗ และเสร็จงานศพในราวเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๘ แล้วหลวงพ่อจึงได้เดินทางกลับไปจำพรรษาที่วัดป่าวิเวกธรรม จังหวัดขอนแก่นอีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากพระพี่ชายของท่าน (พระครูศีลสารวิมล) อาพาธและลาออกจากการเป็นเจ้าอาวาส หลวงพ่อได้รับการแต่งตั้งเป็นเจ้าอาวาสวัดป่าวิเวกธรรม เมื่อวันที่ 1 พฤษภาคม ๒๕๑๘ ขณะที่ท่านมีอายุได้ ๔๘ ปี และได้รับแต่งตั้งสมณศักดิ์เป็นที่พระครูวิเวกวัฒนาทร เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๒๔ อายุ ๕๔ ปี

ดังได้กล่าวถึงในตอนต้นแล้ว วัดป่าวิเวกธรรม เดิมเป็นป่าช้าโคกเหล่างา ในปี พุทธศักราช ๒๔๗๑ หลวงปู่สิงห์ ขันตยาคโมเดินทางจากจังหวัดอุบลราชธานีมาธุดงค์กรรมฐานทีโคกเหล่างา ด้วยเห็นว่าเป็นป่ารกชัฎมีต้นไม้ใหญ่นานาชนิดหนาแน่น มีสัตว์ป่าอาศัยอยู่มากทั้งห่างไกลจากบ้านผู้คน ท่านจึงปักกลดบำเพ็ญภาวนา โดยต่อมาเมื่อมีลูกศิษย์ติดตามมาอีกหลายองค์ ท่านจึงได้สร้างเสนาสนะเป็นวัดเหล่างา หลวงพ่อเล่าให้ฟังว่า ในครั้งแรกชาวบ้านบางคนไม่พอใจเพราะหวงสถานที่ถึงขนาดลอบยิงหลวงปู่สิงห์ แต่ยิงไม่ออก

ตรงข้ามกับวัดป่าวิเวกธรรมหรือวัดเหล่างาเป็นโรงพยาบาลศูนย์ขอนแก่น ซึ่งจะมีคนไข้จากจังหวัดใกล้เคียงกับจังหวัดขอนแก่นเข้ารับการรักษา เมื่อเสียชีวิตลง ญาติจะไม่สามารถนำศพกลับไปยังบ้านเกิดได้ก็จะนำมาฝังในวัดนี้ บางครั้งศพมีจำนวนมากการฝังก็ไม่เรียบร้อย สุนัขก็จะคุ้ยศพลากเศษอวัยวะออกมา หลวงพ่อเล่าว่าบางครั้งพระลงศาลาฉัน สุนัขก็จะลากอวัยวะศพผ่านไปเป็นที่อุดจาดตา ท่านจึงพยายามรวบรวมปัจจัยจากลูกศิษย์ลูกหาในกรุงเทพฯ ก่อสร้างเมรุเผาศพขึ้นมา ทำให้ปัญหาดังกล่าวลุล่วงไปได้ และบริเวณป่าช้าก็มีการใช้ประโยชน์น้อยลง พอดีกับวิทยาลัยเทคนิคฯ ซึ่งตั้งอยู่ตรงข้ามกับวัดขาดสถานที่ที่จะก่อสร้างสนามฟุตบอล จึงมาขอเมตตาหลวงพ่อท่าน ซึ่งหลวงพ่อท่านก็เมตตาด้วยเห็นแก่เยาวชนซึ่งต้องการสถานที่ออกกำลังกาย ท่านบอกดีกว่าให้เข้าไปติดยาเสพติด ดังนั้นในปัจจุบันมุมด้านตะวันออกของวัดมีสนามฟุตบอลอยู่ เด็กที่มาเล่นฟุตบอลส่วนใหญ่คงไม่ทราบว่าข้างใต้นั้นมีซากศพกองอยู่จำนวนมาก !!

หลวงพ่อท่านเล่าว่าท่านสร้างกุฏิหลังแรกด้วยองค์ท่านเอง และต่อมาท่านได้ดำเนินการสร้างศาลาขันตยาคมานุสรณ์เพื่อเป็นสถานที่บำเพ็ญกุศล และปฏิบัติธรรม ซึ่งได้ใช้มาจนปัจจุบัน นอกจากนี้ท่านยังได้รวบรวมปัจจัยก่อสร้างอุโบสถขนาดเล็กเพียงพอต่อการใช้เป็นที่ประกอบพิธีสงฆ์ตามแบบสิมอีสานโบราณ นอกจากนั้นท่านสร้างรั้ววัดและอื่น ๆ อีกมาก จนอาจกล่าวได้ว่าสิ่งก่อสร้างต่าง ๆ ที่ปรากฏที่วัดป่าวิเวกธรรมในปัจจุบันสำเร็จได้ด้วยบารมีของหลวงพ่อท่าน อย่างไรก็ตาม หลวงพ่อไม่ได้มุ่งก่อสร้างถาวรวัตถุที่หรูหราเกินความจำเป็นหากแต่ยึดหลักความเรียบง่ายเหมาะแก่ประโยชน์ใช้สอย ดังนั้นแม้ว่าเมืองขอนแก่นจะเจริญเติบโตขึ้นจนเป็นเมืองล้อมวัด แต่เมื่อเข้าไปในวัดป่าวิเวกธรรมก็ยังคงมีบรรยากาศของวัดป่าซึ่งมีสิ่งก่อสร้างที่เรียบง่าย และมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมอยู่ทั่วไป

ในช่วงปี พุทธศักราช ๒๕๔๑-๒๕๔๒ ถาวรวัตถุในวัดเริ่มทรุดโทรมตามกาลเวลา และไม่เพียงพอต่อการใช้ประโยชน์ของสามเณรและลูกศิษย์ที่เพิ่มจำนวนขึ้นมาก หลวงพ่อจึงได้เริ่มงานก่อสร้างซ่อมแซมถาวรวัตถุในวัดอีกครั้งหนึ่ง โดยเริ่มจากการก่อสร้างศาลาที่พักสำหรับลูกศิษย์จากกรุงเทพฯ และต่างจังหวัดซึ่งเดินทางไปปฏิบัติธรรม ต่อมาท่านได้สร้างหอไตร (ศาลากลางน้ำ) ซ่อมแซมอุโบสถ และซ่อมแซมศาลาขันตยาคมานุสรณ์ ซึ่งก็ค่อยทะยอยสำเร็จลุล่วงไปด้วยบารมีและความเหนื่อยยากของหลวงพ่อท่าน

เหตุที่กล่าวว่าด้วยความเหนื่อยยากของหลวงพ่อ ก็เพราะหลวงพ่อไม่ใช่พระที่มีชื่อเสียงโด่งดัง และไม่ได้มีลูกศิษย์ลูกหาประเภทศรัทธาทำบุญมากนัก เพราะลูกศิษย์ของท่านเป็นบุคคลที่มีทุกข์จึงแสวงหาทางพ้นทุกข์โดยการฝึกภาวนา ดังนั้นจึงไม่มีกำลังที่จะถวายปัจจัยให้หลวงพ่อทีละล้านบาทหรือสิบล้านบาท ดังเช่นครูบาอาจารย์บางองค์ หลวงพ่อจะสั่งวัสดุก่อสร้าง และจ้างแรงงานจากลูกศิษย์หรือใช้แรงพระเณรในวัดเมื่อมีผู้ศรัทธาทำบุญท่านก็ไม่เคยนำไปใช้จ่ายอะไร นอกจากเก็บเล็กผสมน้อยทะยอยจ่ายค่าวัสดุ ค่าแรง ไปจนหมด แต่หลวงพ่อก็ไม่เคยเป็นหนี้ใคร ซึ่งก็เป็นเรื่องที่แปลกมาก

แม้จะเหนื่อยยากแต่หลวงพ่อท่านก็ไม่เคยหยุดการดำเนินการสร้างถาวรวัตถุเพื่อสืบทอดพุทธศาสนา จริงอยู่การภาวนาชำระจิตใจให้พ้นจากอาสวกิเลสเป็นหัวใจหรือแก่นของพระพุทธศาสนา แต่การสร้างทานบารมีและการรักษาศีล ก็เป็นเปลือกของพระพุทธศาสนา ถ้าต้นไม้ปราศจากเปลือก มีแต่แก่น ก็ไม่อาจยั่งยืนเติบโต แผ่กิ่งก้านสาขามาได้ถึงเกือบสามพันปีเช่นนี้ การที่หลวงพ่อท่านริเริ่มงานก่อสร้างถาวรวัตถุในทางพระพุทธศาสนา ไม่ว่าจะเป็นโบสถ์ พระพุทธรูป กุฎิ เสนาสนะ หรือจัดให้มีงานพิธีต่าง ๆ ก็เพื่อเป็นโอกาสให้บรรดาศิษย์ทั้งหลาย และพุทธบริษัท โดยทั่วไปได้มีโอกาสสร้างทานบารมี และศีลบารมีเพื่อประโยชน์ในกาลข้างหน้า

ข้าพเจ้าจับใจยิ่งนักในการแสดงธรรมของหลวงพ่อหลาย ๆ ครั้งที่ท่านยกเวสสันดรชาดกมาอ้างอิงคำสอนของท่าน ในตอนที่ มหาเวสสันดรเกลี้ยกล่อมพระกัณหา-ชาลี ให้เดินทางไปกับชูชก เพื่อเป็นการสร้างทานบารมี ในชาติสุดท้ายของพระพุทธเจ้า พระศาสดาองค์เอกของเรา ว่า

“พระลูกเอ๋ย จงมาเป็นมหาสำเภาทองธรรมชาติ อันนายช่าง ชาญฉลาด จำลองทำด้วยกงแก้วประกำตรึงด้วยเพชรแน่นหนา ฝาระเบิดเปิดช่องน้ำ แก้วไพฑูรย์ กระทำเป็นลาโท โมราสลับ สลักกรอบลาย ลายดอกรัก นวรัตน์ฉลุฉลับเป็นรูปสัตว์ ภาพเพชรนิลแนมแกมหงส์ วิหคตระหนก ตะหนาบคาบลดารัตน์ มังกรกัดกอดแก้วเกี้ยวเป็นก้าน ขดดูสดใส ครั้นสำเร็จแล้วเมื่อใดพระบิดาก็จะทรงเครื่องต้น มงคลพิชัยสำหรับกษัตริย์ ดังจะเอาพระสมาบัติมากระหวัดทรงเป็นสร้อยสังวาลย์อยู่สรรพเสร็จ เอาพระขันตีต่างพระขรรค์เพชรอันคมกล้า สุนทรก็จะย่างเยื้องลงสู่ที่นั่งท้ายเภตราสูงระหง ปักธวนธงเศวตรฉัตร วายุวิเวกพัดอยู่เฉื่อยฉิว สำเภาทองก็จะล่องลิ่วไปตามลม สรรพสัตว์ก็จะชื่นชมโสมนัส ถึงจะเกิดลมกาลพาลระบือพัดคือโลโภ ถึงจะโตสักแสนโตตั้งตีเป็นลูกคลื่นประครืนโครมโถมกระแทก สำเภานี้ก็มิได้วอกแวกวาบหวั่นไหว ก็จะแล่นรี่ระเรื่อยเฉื่อยไปจนถึงเมืองแก้วอันกล่าวแล้วคือ เมืองอมตมหานครนฤพาน พระลูกเอ๋ยจงขึ้นมาช่วยพระบิดาให้เป็นบุตรทานในกาลครั้งเดียวนี้เถิด”

ข้าพเจ้ามาได้คิดว่าพระเวสสันดรท่านให้พระราชบุตรพระราชธิดาเป็นสำเภาทองนำ ท่านไปสู่แดนพระนิพพานและก็สำเภาทองคือพระกัณหา-ชาลีก็ได้ไปถึงแดนพระนิพพาน ในชาติต่อมาเช่นเดียวกัน

ในระยะเวลา ๒-๓ ปีที่ผ่านมาหลวงพ่อท่านได้ทำการก่อสร้างวิหารวัดป่ากู่ทอง ต.กู่ทอง อ.เชียงยืน จังหวัดมหาสารคาม ซึ่งอยู่ห่างจากวัดป่าวิเวกธรรมไปประมาณ ๑๒ กิโลเมตร เป็นวิหารขนาดใหญ่ มีวัตถุประสงค์เพื่อใช้ประกอบศาสนพิธีและอบรมภาวนา เช่นเดียวกับวิหารวัดอโศการาม เนื่องจากในปัจจุบันสถานที่วัดป่าวิเวกธรรม แออัด และถูกเมืองล้อมไปหมด ในขณะที่ผู้คนก็หลั่งไหลมาอบรมภาวนากันมากขึ้นโดยตลอด หลวงพ่อท่านจึงสร้างสถานที่สำรองไว้ วัดป่ากู่ทองเป็นวัดเก่าโดยมีซากเจดีย์หรือกู่ทองซึ่งกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและอยู่ไม่ไกลจากบ้านบัวบาน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของหลวงพ่อท่าน การก่อสร้างวิหารนี้ใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ ๓๐ ล้านบาท ขณะนี้สำเร็จไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ขณะที่วิหารวัดกู่ทองยังสร้างไม่เสร็จ ปีที่แล้วผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ซึ่งอยู่ตรงข้ามวัดขอเมตตาหลวงพ่อให้บริจาคเครื่องฟอกไต (ไตเทียม) พร้อมอุปกรณ์มูลค่าล้านบาทเศษ หลวงพ่อก็มีเมตตาให้บอกบุญไปยังเหล่าลูกศิษย์จัดผ้าป่าเครื่องล้างไตจนรวบรวมปัจจัยได้เพียงพอ และยังได้ตั้งกองทุนจัดซื้อน้ำยาสำหรับคนไข้อนาถาอีกด้วย เท่ากับการรวบรวมปัจจัยสร้างวิหารวัดกู่ทองต้องชะงักไป ๑ ปี ลูกศิษย์บางคนเริ่มท้อแท้และสับสนโดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำตลอด ๒ ปีที่ผ่านมา เขาเห็นว่าน่าจะสร้างวิหารวัดกู่ทองให้เสร็จก่อนจึงดำเนินการการอื่น บางท่านรู้สึกคล้อยตามการวิจารณ์เหล่านั้นและรู้สึกเสียกำลังใจ แต่มานึกถึงคำกล่าวที่พระเวสสันดรทรงสอนพระกัณหา-ชาลี ซึ่งหลวงพ่อท่านยกมาพูดแล้วจึงเกิดความเข้าใจว่า นี่ท่านกำลังให้พวกเราสร้างสำเภาทองเพื่อเดินทางต่างคนต่างเป็นสำเภาทอง และเป็นผู้นั่งของกันและกัน ช่วยกันสร้างช่วยกันพายไปสู่จุดหมายคือแดนอมตมหานครนฤพาน พอสร้างสำเภาทองในกรณีสร้างวิหารวัดกู่ทองนานเข้าพวกเราเริ่มยึดติดว่าเป็นสำเภาของเราก็เลยพาลจะยกสำเภาทองขึ้นแบกใส่ศรีษะเดินไป ท่านเลยให้เราหยุดลำนี้ไปก่อน แล้วไปเริ่มลำอื่นเพื่อให้คลายการยึดติดพาหนะในการเดินทาง เพื่อไม่ให้พวกเราลืมไปว่านี้เรากำลังสร้างทานบารมีอยู่เป็นการเสียสละมิใช่พยายามสะสมเงินทองข้าวของแข่งกัน แม้ว่าสิ่งที่สร้างขึ้นมาจะเป็นประโยชน์ในทางโลกก็ดี ในทางการสืบทอดศาสนาก็ดี แต่นั่นก็ยังเป็นเพียงเรื่องภายนอกซึ่งไม่อาจช่วยให้พ้นไปจากการเวียนเกิดเวียนตายได้ นอกจากต้องบำเพ็ญภาวนาบารมีต่อไปเท่านั้น

เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้วการร่วมแรงร่วมใจและร่วมปัจจัยถวายหลวงพ่อเพื่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ จึงไม่ได้มุ่งที่ความสำเร็จในการก่อสร้างถาวรวัตถุอีกต่อไป หากแต่มุ่งสะสมทานบารมี เพื่อประโยชน์ในวันข้างหน้า หลวงพ่อท่านบอกว่าเหมือนปล่อยจรวดต้องมีเชื้อเพลิงไว้ให้พอและในขณะเดียวกันก็ยังได้สะสางการยึดมั่นถือมั่นไปในตัวด้วย

ที่วัดป่าวิเวกธรรม หลวงพ่อก็ยังคงอบรมภาวนาให้แก่พระเณร และบุคคลทั่วไปทุกค่ำคืน ตั้งแต่ ๒ ทุ่มถึง ๓ ทุ่ม และสนทนาตอบปัญหาจนถึงสี่ทุ่มเศษ กุฎิของหลวงพ่อสร้างให้มีห้องโถงสำหรับการนี้โดยเฉพาะ ปัจจุบันแต่ละคืนจะมีคนมานั่งเต็มจนล้น ผิดกับตอนที่ข้าพเจ้าเป็นลูกศิษย์ ใหม่ ๆ เมื่อ ๒ ปีก่อน ทุกวันที่ข้าพเจ้าไปฝึกภาวนาจะต้องคอยกังวลว่าวันนี้จะมีเพื่อนไหมหนอ อย่างมากก็ไม่เกิน ๑๐ คน ลูกศิษย์ของท่านมีความหลากหลาย ตั้งแต่ข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจ นักการธนาคาร อาจารย์มหาวิทยาลัย คนทำงานหาเช้ากินค่ำ และคนไม่มีงานทำ มีอายุตั้งแต่ ๑๐ ขวบ ถึง ๗๐ ปี แต่หลวงพ่อให้ความสนใจลูกศิษย์เสมอกัน ใครภาวนาได้ดี และท่านสามารถช่วยให้ดียิ่งขึ้นได้ ท่านก็จะให้ความสนใจเป็นพิเศษและในห้องภาวนา พวกเราไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ มีแต่ผู้ที่ภาวนาเก่ง จะได้รับการยกย่องชมเชย สนใจจากผู้อื่นมากกว่า คนที่ปวดขา เจ็บไข้ได้ป่วยหรือมีปัญหาบางประการ หลวงพ่อก็จะให้คนที่ภาวนาได้และใช้พลังจิตได้ดีช่วยเหลือกัน แต่พวกเราก็หลีกเลี่ยงที่จะไปแสดงภายนอกสถานที่ที่เรารวมตัวกัน หลวงพ่อสอนให้พวกเรารู้จักใช้พลังจิตในการช่วยเหลือผู้อื่นได้ตามกาลโอกาสอันเหมาะสม บางคนอาจบอกว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง พวกเราแต่ละคนโดยเฉพาะพวกที่มีตำแหน่งหน้าที่การงาน และสถานภาพทางสังคมในระดับสูงก็จะอายไม่อยากให้ใครรับทราบ และเกรงว่าจะถูกรบกวนมาก ก็เลยไม่ค่อยยอมใช้ประโยชน์จากพลังจิต แต่ข้าพเจ้ามาไตร่ตรองดูจากการปฏิบัติของตนเอง ที่มีระยะหนึ่งซึ่งการภาวนาเริ่มอยู่ตัว และจิตสามารถใช้งานได้แล้วเมื่อนำมาใช้ในการดูพลังของพระเครื่องก็ดี รักษาโรคก็ดี การกำหนดรู้ในสิ่งต่าง ๆ ในปัจจุบัน อดีต และอนาคตก็ดี ก็เหมือนกับเป็นการฝึกฝนให้จิตมีความชำนาญในการเข้าการออก เพราะสภาวะที่ใช้งานจิตนั้นเป็นการกำหนดลงไปเลย ซึ่งยิ่งทำก็ยิ่งชำนาญ พอมาเดินจิตทางวิปัสสนาจึงเห็นคุณประโยชน์ของการที่หลวงพ่อท่านฝึกให้เรามีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ เพราะทำให้สามารถพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจน และรวดเร็ว บางครั้งเมื่อรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ แม้ด้วยอาการปกติไม่ต้องหลับตาก็สามารถกำหนดจิตรู้ความเป็นมาเป็นไปของสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และช่วยแก้ไขได้ทันท่วงที

ที่กุฏิกีประยูรหงส์ วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน ก็จะมีห้องโถงขนาดใหญ่ซึ่งหลวงพ่อใช้อบรมภาวนาในตอนเย็น แต่เวลาการอบรมที่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขนไม่แน่นอนเพราะอุปสรรคด้านการจราจร บางวันคนก็จะมากจนล้นห้อง แต่บางวันก็มีไม่มีคนมากนัก ในขณะนั่งภาวนา บางครั้งท่านก็เทศน์กำกับแต่บางครั้งก็ให้นั่งไปเลย แต่ท่านไม่เคยทิ้งพวกเรา แม้กระทั่งอาพาธท่านก็จะเอนกายเฝ้าพวกเราอยู่บนเก้าอี้ยาว พวกเราก็จะนั่งภาวนากันไป

โดยปกติทั่วไปหลังจากออกจากที่ภาวนาแล้วหลวงพ่อจะเปิดโอกาสให้พวกเราถามปัญหาในการปฏิบัติ หรือรายงานผลการนั่ง บางคนขี้อายไม่กล้าถามไม่กล้ารายงาน หลวงพ่อท่านก็จะชี้ถามตรงตัวไปเลย คนที่ไม่มีอะไรจะรายงานหลวงพ่อก็ไม่เคยถาม ถ้าท่านถามคนไหนแสดงว่าคนนั้นเริ่มจะนั่งภาวนาได้ผล และคนนั้นก็จะมีคำตอบให้ท่านได้ขยายความให้ความรู้ผู้อื่นต่อไปอีก

ในการสอนภาวนาของหลวงพ่อนอกจากจะให้นั่งไปด้วยฟังการเทศน์กำกับไปด้วย ซึ่งต่างจากครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ที่จะให้นั่งเองหลังฟังเทศน์แล้ว แนวทางการตอบปัญหาแก้ไขการปฏิบัติภาวนาก็แตกต่างกันหลายประการ ตัวอย่างเช่น เรื่องนิมิต ใครนั่งภาวนาได้นิมิตอะไร หลวงพ่อก็จะไม่ชี้ผิด ท่านบอกว่า เหมือนคนนอนหลับ แล้วฝัน ก็เขาฝันเห็นเช่นนั้นจริงๆ แล้วเราจะไปว่าเขาฝันไม่จริงได้อย่างไร นิมิตจากการภาวนาของคนแต่ละคนก็จริงสำหรับบุคลนั้นเหมือนกัน เวลาพวกเรานิมิตเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ยินเสียงต่าง ๆ ได้กลิ่นต่าง ๆ หลวงพ่อท่านก็จะบอกว่า นั่น! ดีแล้ว! ท่านบอกว่าไม่ต้องกลัวตัดนิมิต กลัวแต่ว่ามันจะไม่มีมาให้ติด ซึ่งก็เป็นอย่างที่ท่านว่า เพราะนานเข้าที่นิมิตมันก็ค่อย ๆ หมดของมันไปเอง พร้อมกับจิตใจที่พัฒนาให้สงบมั่นคงเป็นสมาธิลึกไปตามลำดับ

ในเรื่องของการพิจารณา หรือการวิปัสสนา ก็เช่นกัน หลวงพ่อท่านไม่ใช้หลักการวิปัสสนาก่อนที่จะให้จิตมีความสงบเต็มที่ ท่านจะฝึกให้พวกเราทำความสงบให้เกิดความคล่องตัว เกิดความชำนิชำนาญในการเข้าการออกเพื่อเป็นฐานของวิปัสสนา เมื่อลูกศิษย์คนใดเดินจิตให้เกิดความสงบจนชำนาญในการรู้ การเห็นแล้ว หากยังชื่นชมสุขสมอยู่กับความสงบนานจนเกินไปท่านก็จะเตือนให้พาจิตทำงาน แต่แนววิปัสสนาที่ท่านสอน ท่านไม่ให้พิจารณาไปตามกระแสธรรมที่เกิดจากการอ่านหรือการฟัง แต่ท่านให้ค้นไปในจิต หากิเลส อาสวะที่หมักดองอยู่และชำระสะสางตามแต่ละคนไป โดยใช้ปัญญาในขั้นสูง ซึ่งถ้าจิตยังไม่มั่นคงแล้วก็ไม่อาจทำได้ง่าย ๆ ถ้าฝืนทำไปก็อาจเป็นผลเสียได้

ในการอบรมภาวนาสำหรับฆราวาส หลวงพ่อจะเน้นให้ดำเนินความสงบเพื่อความสุขสบายในความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน บางคนปวดศีรษะเนื่องจากความเครียด หรือไมเกรน บางคนวุ่นวายกับปัญหาเศรษฐกิจ บางคนวุ่นวายกับปัญหาส่วนตัว บางคนประสบปัญหาในการทำงาน บางคนถึงขนาดสติไม่ค่อยจะดี เมื่อมารับการอบรมภาวนาจากท่านปัญหาต่าง ๆ แม้ยังคงอยู่ แต่ด้วยจิตที่ได้รับความสุขสงบเข้าไปแทนที่ ท่านเหล่านั้นก็มีความพร้อมในการต่อสู้ และรับกับสภาพปัญหาได้ ศีรษะที่เคยปวด หนักทึบก็โล่งไปหมด และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น วัดป่ากู่ทองเป็นวัดเก่าโดยมีซากเจดีย์หรือกู่ทองซึ่งกรมศิลปากรขึ้นทะเบียนเป็นโบราณสถานและอยู่ไม่ไกลจากบ้านบัวบาน ซึ่งเป็นบ้านเกิดของหลวงพ่อท่าน การก่อสร้างวิหารนี้ใช้งบประมาณทั้งสิ้นประมาณ ๓๐ ล้านบาท ขณะนี้สำเร็จไปแล้วประมาณครึ่งหนึ่ง แต่ขณะที่วิหารวัดกู่ทองยังสร้างไม่เสร็จ ปีที่แล้วผู้อำนวยการโรงพยาบาลขอนแก่น ซึ่งอยู่ตรงข้ามวัดขอเมตตาหลวงพ่อให้บริจาคเครื่องฟอกไต (ไตเทียม) พร้อมอุปกรณ์มูลค่าล้านบาทเศษ หลวงพ่อก็มีเมตตาให้บอกบุญไปยังเหล่าลูกศิษย์จัดผ้าป่าเครื่องล้างไตจนรวบรวมปัจจัยได้เพียงพอ และยังได้ตั้งกองทุนจัดซื้อน้ำยาสำหรับคนไข้อนาถาอีกด้วย

เท่ากับการรวบรวมปัจจัยสร้างวิหารวัดกู่ทองต้องชะงักไป ๑ ปี ลูกศิษย์บางคนเริ่มท้อแท้และสับสนโดยเฉพาะในภาวะเศรษฐกิจที่ตกต่ำตลอด ๒ ปีที่ผ่านมา เขาเห็นว่าน่าจะสร้างวิหารวัดกู่ทองให้เสร็จก่อนจึงดำเนินการการอื่น บางท่านรู้สึกคล้อยตามการวิจารณ์เหล่านั้นและรู้สึกเสียกำลังใจ แต่มานึกถึงคำกล่าวที่ พระเวสสันดรทรงสอนพระกัณหา-ชาลี ซึ่งหลวงพ่อท่านยกมาพูดแล้วจึงเกิดความเข้าใจว่า นี่ท่านกำลังให้พวกเราสร้างสำเภาทองเพื่อเดินทางต่างคนต่างเป็นสำเภาทอง และเป็นผู้นั่งของกันและกัน ช่วยกันสร้างช่วยกันพายไปสู่จุดหมายคือแดนอมตมหานครนฤพาน พอสร้างสำเภาทองในกรณีสร้างวิหารวัดกู่ทองนานเข้าพวกเราเริ่มยึดติดว่าเป็นสำเภาของเราก็เลยพาลจะยกสำเภาทองขึ้นแบกใส่ศรีษะเดินไป ท่านเลยให้เราหยุดลำนี้ไปก่อน แล้วไปเริ่มลำอื่นเพื่อให้คลายการยึดติดพาหนะในการเดินทาง เพื่อไม่ให้พวกเราลืมไปว่านี้เรากำลังสร้างทานบารมีอยู่เป็นการเสียสละมิใช่พยายามสะสมเงินทองข้าวของแข่งกัน แม้ว่าสิ่งที่สร้างขึ้นมาจะเป็นประโยชน์ในทางโลกก็ดี ในทางการสืบทอดศาสนาก็ดี แต่นั่นก็ยังเป็นเพียงเรื่องภายนอกซึ่งไม่อาจช่วยให้พ้นไปจากการเวียนเกิดเวียนตายได้ นอกจากต้องบำเพ็ญภาวนาบารมีต่อไปเท่านั้น

เมื่อเข้าใจเช่นนี้แล้วการร่วมแรงร่วมใจและร่วมปัจจัยถวายหลวงพ่อเพื่อสร้างถาวรวัตถุต่าง ๆ จึงไม่ได้มุ่งที่ความสำเร็จในการก่อสร้างถาวรวัตถุอีกต่อไป หากแต่มุ่งสะสมทานบารมี เพื่อประโยชน์ในวันข้างหน้า หลวงพ่อท่านบอกว่าเหมือนปล่อยจรวดต้องมีเชื้อเพลิงไว้ให้พอและในขณะเดียวกันก็ยังได้สะสางการยึดมั่นถือมั่นไปในตัวด้วย

ที่วัดป่าวิเวกธรรม หลวงพ่อก็ยังคงอบรมภาวนาให้แก่พระเณร และบุคคลทั่วไปทุกค่ำคืน ตั้งแต่ ๒ ทุ่มถึง ๓ ทุ่ม และสนทนาตอบปัญหาจนถึงสี่ทุ่มเศษ กุฎิของหลวงพ่อสร้างให้มีห้องโถงสำหรับการนี้โดยเฉพาะ ปัจจุบันแต่ละคืนจะมีคนมานั่งเต็มจนล้น ผิดกับตอนที่ข้าพเจ้าเป็นลูกศิษย์ ใหม่ ๆ เมื่อ ๒ ปีก่อน ทุกวันที่ข้าพเจ้าไปฝึกภาวนาจะต้องคอยกังวลว่าวันนี้จะมีเพื่อนไหมหนอ อย่างมากก็ไม่เกิน ๑๐ คน ลูกศิษย์ของท่านมีความหลากหลาย ตั้งแต่ข้าราชการ ชั้นผู้ใหญ่ นักธุรกิจ นักการธนาคาร อาจารย์มหาวิทยาลัย คนทำงานหาเช้ากินค่ำ และคนไม่มีงานทำ มีอายุตั้งแต่ ๑๐ ขวบ ถึง ๗๐ ปี แต่หลวงพ่อให้ความสนใจลูกศิษย์เสมอกัน ใครภาวนาได้ดี และท่านสามารถช่วยให้ดียิ่งขึ้นได้ ท่านก็จะให้ความสนใจเป็นพิเศษและในห้องภาวนา พวกเราไม่มีการแบ่งชั้นวรรณะ มีแต่ผู้ที่ภาวนาเก่ง จะได้รับการยกย่องชมเชย สนใจจากผู้อื่นมากกว่า คนที่ปวดขา เจ็บไข้ได้ป่วยหรือมีปัญหาบางประการ หลวงพ่อก็จะให้คนที่ภาวนาได้และใช้พลังจิตได้ดีช่วยเหลือกัน แต่พวกเราก็หลีกเลี่ยงที่จะไปแสดงภายนอกสถานที่ที่เรารวมตัวกัน หลวงพ่อสอนให้พวกเรารู้จักใช้พลังจิตในการช่วยเหลือผู้อื่นได้ตามกาลโอกาสอันเหมาะสม บางคนอาจบอกว่าเป็นเรื่องไม่ถูกต้อง พวกเราแต่ละคนโดยเฉพาะพวกที่มีตำแหน่งหน้าที่การงาน และสถานภาพทางสังคมในระดับสูงก็จะอายไม่อยากให้ใครรับทราบ และเกรงว่าจะถูกรบกวนมาก ก็เลยไม่ค่อยยอมใช้ประโยชน์จากพลังจิต แต่ข้าพเจ้ามาไตร่ตรองดูจากการปฏิบัติของตนเอง ที่มีระยะหนึ่งซึ่งการภาวนาเริ่มอยู่ตัว และจิตสามารถใช้งานได้แล้วเมื่อนำมาใช้ในการดูพลังของพระเครื่องก็ดี รักษาโรคก็ดี การกำหนดรู้ในสิ่งต่าง ๆ ในปัจจุบัน อดีต และอนาคตก็ดี ก็เหมือนกับเป็นการฝึกฝนให้จิตมีความชำนาญในการเข้าการออก เพราะสภาวะที่ใช้งานจิตนั้นเป็นการกำหนดลงไปเลย ซึ่งยิ่งทำก็ยิ่งชำนาญ พอมาเดินจิตทางวิปัสสนาจึงเห็นคุณประโยชน์ของการที่หลวงพ่อท่านฝึกให้เรามีความรู้ในเรื่องเหล่านี้ เพราะทำให้สามารถพิจารณาสิ่งต่าง ๆ ได้ชัดเจน และรวดเร็ว บางครั้งเมื่อรู้เห็นสิ่งต่าง ๆ แม้ด้วยอาการปกติไม่ต้องหลับตาก็สามารถกำหนดจิตรู้ความเป็นมาเป็นไปของสิ่งที่เกิดขึ้นได้อย่างรวดเร็ว และช่วยแก้ไขได้ทันท่วงที

ที่กุฏิกีประยูรหงส์ วัดพระศรีมหาธาตุบางเขน ก็จะมีห้องโถงขนาดใหญ่ซึ่งหลวงพ่อใช้อบรมภาวนาในตอนเย็น แต่เวลาการอบรมที่วัดพระศรีมหาธาตุบางเขนไม่แน่นอนเพราะอุปสรรคด้านการจราจร บางวันคนก็จะมากจนล้นห้อง แต่บางวันก็มีไม่มีคนมากนัก ในขณะนั่งภาวนา บางครั้งท่านก็เทศน์กำกับแต่บางครั้งก็ให้นั่งไปเลย แต่ท่านไม่เคยทิ้งพวกเรา แม้กระทั่งอาพาธท่านก็จะเอนกายเฝ้าพวกเราอยู่บนเก้าอี้ยาว พวกเราก็จะนั่งภาวนากันไป

โดยปกติทั่วไปหลังจากออกจากที่ภาวนาแล้วหลวงพ่อจะเปิดโอกาสให้พวกเราถามปัญหาในการปฏิบัติ หรือรายงานผลการนั่ง บางคนขี้อายไม่กล้าถามไม่กล้ารายงาน หลวงพ่อท่านก็จะชี้ถามตรงตัวไปเลย คนที่ไม่มีอะไรจะรายงานหลวงพ่อก็ไม่เคยถาม ถ้าท่านถามคนไหนแสดงว่าคนนั้นเริ่มจะนั่งภาวนาได้ผล และคนนั้นก็จะมีคำตอบให้ท่านได้ขยายความให้ความรู้ผู้อื่นต่อไปอีก

ในการสอนภาวนาของหลวงพ่อนอกจากจะให้นั่งไปด้วยฟังการเทศน์กำกับไปด้วย ซึ่งต่างจากครูบาอาจารย์ส่วนใหญ่ที่จะให้นั่งเองหลังฟังเทศน์แล้ว แนวทางการตอบปัญหาแก้ไขการปฏิบัติภาวนาก็แตกต่างกันหลายประการ ตัวอย่างเช่น เรื่องนิมิต ใครนั่งภาวนาได้นิมิตอะไร หลวงพ่อก็จะไม่ชี้ผิด ท่านบอกว่า เหมือนคนนอนหลับ แล้วฝัน ก็เขาฝันเห็นเช่นนั้นจริงๆ แล้วเราจะไปว่าเขาฝันไม่จริงได้อย่างไร นิมิตจากการภาวนาของคนแต่ละคนก็จริงสำหรับบุคลนั้นเหมือนกัน เวลาพวกเรานิมิตเห็นสิ่งต่าง ๆ ได้ยินเสียงต่าง ๆ ได้กลิ่นต่าง ๆ หลวงพ่อท่านก็จะบอกว่า นั่น! ดีแล้ว! ท่านบอกว่าไม่ต้องกลัวตัดนิมิต กลัวแต่ว่ามันจะไม่มีมาให้ติด ซึ่งก็เป็นอย่างที่ท่านว่า เพราะนานเข้าที่นิมิตมันก็ค่อย ๆ หมดของมันไปเอง พร้อมกับจิตใจที่พัฒนาให้สงบมั่นคงเป็นสมาธิลึกไปตามลำดับ

ในเรื่องของการพิจารณา หรือการวิปัสสนา ก็เช่นกัน หลวงพ่อท่านไม่ใช้หลักการวิปัสสนาก่อนที่จะให้จิตมีความสงบเต็มที่ ท่านจะฝึกให้พวกเราทำความสงบให้เกิดความคล่องตัว เกิดความชำนิชำนาญในการเข้าการออกเพื่อเป็นฐานของวิปัสสนา เมื่อลูกศิษย์คนใดเดินจิตให้เกิดความสงบจนชำนาญในการรู้ การเห็นแล้ว หากยังชื่นชมสุขสมอยู่กับความสงบนานจนเกินไปท่านก็จะเตือนให้พาจิตทำงาน แต่แนววิปัสสนาที่ท่านสอน ท่านไม่ให้พิจารณาไปตามกระแสธรรมที่เกิดจากการอ่านหรือการฟัง แต่ท่านให้ค้นไปในจิต หากิเลส อาสวะที่หมักดองอยู่และชำระสะสางตามแต่ละคนไป โดยใช้ปัญญาในขั้นสูง ซึ่งถ้าจิตยังไม่มั่นคงแล้วก็ไม่อาจทำได้ง่าย ๆ ถ้าฝืนทำไปก็อาจเป็นผลเสียได้

ในการอบรมภาวนาสำหรับฆราวาส หลวงพ่อจะเน้นให้ดำเนินความสงบเพื่อความสุขสบายในความเป็นอยู่ในชีวิตประจำวัน บางคนปวดศีรษะเนื่องจากความเครียด หรือไมเกรน บางคนวุ่นวายกับปัญหาเศรษฐกิจ บางคนวุ่นวายกับปัญหาส่วนตัว บางคนประสบปัญหาในการทำงาน บางคนถึงขนาดสติไม่ค่อยจะดี เมื่อมารับการอบรมภาวนาจากท่านปัญหาต่าง ๆ แม้ยังคงอยู่ แต่ด้วยจิตที่ได้รับความสุขสงบเข้าไปแทนที่ ท่านเหล่านั้นก็มีความพร้อมในการต่อสู้ และรับกับสภาพปัญหาได้ ศีรษะที่เคยปวด หนักทึบก็โล่งไปหมด และสามารถปรับตัวเข้ากับสภาพการณ์ต่าง ๆ ได้ดีขึ้น ท่านไม่เคยบังคับให้ถือศีล นุ่งขาวห่มขาว หรือควบคุมกริยาความประพฤติต่าง ๆ แต่เมื่อจิตสู่ความสงบแล้ว ท่านเหล่านั้นก็เห็นผลเสียของการดำรงตนนอกกรอบศีลธรรมประเพณี และค่อย ๆ ปรับปรุงตนเองไปทีละน้อย การตำหนิลงโทษผู้อื่นก็ค่อยลดน้อยลงไปเพราะท่านสอนให้ “โอปนยิโก” คือ น้อมเข้าหาตัว เมื่อเห็นกิเลส เห็นผิดของตนเอง เขาก็ค่อยปรับปรุงตนเองให้ถูกต้อง และเมื่อผู้อื่นทำผิดก็คิดได้ว่าเราก็เคยผิดเช่นนี้ ก็เลยให้อภัยกันไปได้ ศีลธรรม-เมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา ก็เกิดขึ้นไปโดยอัตโนมัติ เป็นศีลแท้และธรรมแท้ที่เกิดขึ้นในใจ

ท่านสอนให้พวกเราดำรงความสงบไปก่อน เพราะยังมีภาระในชีวิตประจำวัน มีภาระครอบครัว ท่านมักกล่าวทีเล่นทีจริงอยู่เสมอว่า อย่าให้สำเร็จเร็วนัก เดี๋ยวลูกเต้าก็จะร้องไห้ตามหากัน และท่านยังมุ่งให้พวกเราปฏิบัติอยู่ที่สำนักในใจ อย่าไปเที่ยวค้นหาสำนักตามป่า ตามเขา ตามถ้ำ เพราะถ้าใจสงบไม่ได้แล้ว จะไปยังสถานที่วิเวกเพียงใดก็ไม่เกิดประโยชน์ หนำซ้ำยังจะทำให้เกิดปัญหาครอบครัว เพราะพ่อบ้านแม่บ้านเอาแต่ไปตะลอนตามสำนักต่าง ๆ และทิ้งลูกหรือสามีภรรยาให้มีปัญหาอยู่ที่บ้าน และพอกลับถึงบ้านก็เกิดความรู้สึกว่าดีกว่าผู้อื่นเพราะไปปฏิบัติธรรมมา เลยเกิดการทะเลาะเบาะแว้งกัน ท่านมักกล่าวทีเล่นทีจริงอยู่เสมอว่า อย่าให้สำเร็จเร็วนัก เดี๋ยวลูกเต้าก็จะร้องไห้ตามหากัน และท่านยังมุ่งให้พวกเราปฏิบัติอยู่ที่สำนักในใจ… เพราะถ้าใจสงบไม่ได้แล้ว จะไปยังสถานที่วิเวกเพียงใดก็ไม่เกิดประโยชน์ หนำซ้ำยังจะทำให้เกิดปัญหาครอบครัว เพราะพ่อบ้านแม่บ้านเอาแต่ไปตะลอนตามสำนักต่าง ๆ และทิ้งลูกหรือสามีภรรยาให้มีปัญหาอยู่ที่บ้าน

ดังนั้น การอบรมภาวนาฆราวาสโดยทั่วไปท่านจึงให้มาฝึกกับท่านวันละประมาณ ๑ ชั่วโมง เพียงไม่กี่ครั้ง เมื่อเข้าใจแล้วก็นำเทปกลับไปปฏิบัติเองต่อที่บ้าน และนาน ๆ ครั้งก็โทรศัพท์สอบถาม หรือเดินทางมาสอบถามรายงานความก้าวหน้าด้วยตัวเอง ซึ่งหลวงพ่อท่านก็จะเมตตาแก้ไขให้ทุกรายไป นี่คือเหตุที่หลวงพ่อท่านมีโทรศัพท์มือถือติดตัวและเปิดไว้เสมอ เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นจากการปฏิบัติภาวนาหากแก้ไขไม่ได้ทันท่วงทีก็จะเกิดผลเสียหายได้ บางรายถึงกับเป็นบ้าไปก็มี แต่ลูกศิษย์ที่หลวงพ่อสอนทุกคนไม่เคยปรากฏว่ามีใครเป็นบ้าเพราะการภาวนา เพราะท่านจะสอนดักไว้หมดแล้วความกลัวจึงไม่มี ความสับสนก็ได้รับการแก้ไขโดยเร็ว และเกิดความมั่นใจในการก้าวเดินต่อไปตามแต่ความพร้อมของแต่ละคน

ในการอบรมหลวงพ่อท่านไม่เคยชี้นำพวกเราในด้านความรู้ความเห็นต่าง ๆ ลูกศิษย์หลายคนตั้งข้อสังเกตุว่าเวลาไปรายงานผลการภาวนากับท่านและก็เตรียมจะไปถามท่าน แต่ระหว่างที่ถูกท่านซักถาม ลูกศิษย์เหล่านั้นก็สรุปคำตอบได้เองโดยไม่ต้องถามท่านอีก ท่านบอกว่า ธรรมะเป็น สันทิฎฐิโก คือ ผู้ปฏิบัติดีแล้วย่อมรู้เองเห็นเอง และเป็น ปัจจัตตัง คือ รู้เฉพาะตน พอนานเข้า พวกเราก็พึ่งตนเองได้ แก้ไขปัญหาให้ตนเองได้ สมดังพุทธภาษิตที่ว่า อัตตาหิ อัตโนนาโถ ตนแลเป็นที่พึ่งแห่งตน ฉะนั้น พวกเราจึงยึดถือพระพุทธเจ้าศาสดาองค์เอกเป็นสรณะ ยึดถือพระธรรมคำสั่งสอนเป็นสรณะและยึดถือพระสงฆ์ผู้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าเป็นสรณะ ผู้ปฏิบัติตามพระพุทธเจ้าและพระธรรมก็คือ เรานั่นเอง นี่เป็นแนวทางที่หลวงพ่อท่านอบรมสั่งสอนลูกศิษย์ ดังนั้น ลูกศิษย์ประเภท “ลูกในไส้” ของท่านจึงมีลักษณะสงบ และมั่นใจในตนเอง เป็นส่วนใหญ่ ส่วนลูกศิษย์ประเภท “หลายสำนัก” นั้น ข้าพเจ้าไม่ขอสรุปรวมในที่นี้

ไม่เฉพาะแต่ในประเทศไทยเท่านั้น แม้กระทั่งต่างประเทศ หลวงพ่อท่านก็เคยไปอบรมภาวนาหลายครั้ง เช่น ที่ประเทศออสเตรเลีย ท่านได้เดินทางไปอบรมภาวนาให้แก่ชาวออสเตรเลีย จนพบความสงบหลายคน ทั้งที่หลวงพ่อพูดภาษาอังกฤษไม่ได้ ท่านบอกว่า ท่านใช้ภาษา “เยอรมัน” คือ ภาษาใครภาษามัน หรือก็คือภาษาจิต ซึ่งเป็นภาษาเดียวกันทั่วทั้งโลก

หลวงพ่อเคยเดินทาง ไปอินเดียหลายครั้ง ท่านบอกว่า ท่านได้ธรรมะ ที่นั่น ท่านมักจะเล่าให้บรรดาลูกศิษย์ฟังเกี่ยวกับประโยชน์ของการเดินทางไปประเภท อินเดีย ท่านไม่ได้ไปดูตึกรามบ้านช่องเหมือนคนอื่นเขา หากแต่ไปดูความทุกข์แบบที่องค์พระบรมศาสดาเคยพบเห็นในครั้งพุทธกาล รวมทั้งปูชนียสถานที่เป็นเครื่องยืนยันความมีอยู่จริงขององค์สมเด็จพระสัมมา สัมพุทธเจ้า นอกจากนี้ท่านยังชี้ให้พวกเราเห็นด้านดีของความเป็นอยู่ของชาวอินเดียที่พวก เราไม่ค่อยมองเห็นกัน เช่น ท่านบอกว่า เวลาชาวบ้านที่นั่นมีเรื่องทะเลาะวิวาทกันก็จะได้แต่ทะเลาวิวาท แต่ไม่ชกต่อยทำร้ายร่างกายกันบ่อยนัก ทำให้สังคมที่มีคนจำนวนมากอยู่กันไปได้ อีกทั้งการกินอยู่ของชาวอินเดียวก็ไม่ฟุ่มเฟือยมากมาย โดยดำรงชีวิตอยู่อย่างพอเพียงตามอัตภาพ

กลางปีที่แล้วหลวงพ่อได้เดินทางไปประเทศสหรัฐอเมริกา ระหว่างวันที่ ๙-๓๐ มิถุนายน ๒๕๔๒ โดยมีกิจนิมนต์ที่วัดเคลเลอร์ หรือวัดพุทธรัตนาราม รัฐเทกซัส เมื่อเสร็จสิ้นภาระกิจหลัก คือ การฝังลูกนิมิต โบสถ์ที่สร้างเสร็จใหม่ของวัดนั้นแล้ว หลวงพ่อใช้เวลาว่างที่เหลืออบรมภาวนาให้ชาวไทยและชาวลาวที่อาศัยอยู่ในบริเวณนั้น และก็มีคนได้ความสงบหลายคน ต่อจากรัฐเทกซัสหลวงพ่อได้เดินทางมายังรัฐลอสแองเจลิส และพำนักที่วัดป่าภูริทัตต์ ๓-๔ วัน และก็ได้พาให้ญาติโยมคนไทยฝึกภาวนาได้รับความสงบในเบื้องต้นหลายคน หลังจากกลับถึงประเทศไทยหลวงพ่อท่านได้เมตตาให้ส่งเทปและหนังสือไปให้ลูกศิษย์ที่อเมริกาอยู่เสมอ และหลายท่านภาวนาได้ดีขึ้นตามลำดับ และได้โทรศัพท์มารายงานความก้าวหน้าและสอบถามปัญหาในการปฏิบัติโดยตลอด และในปีนี้ คณะศิษย์ที่อเมริกา ก็เตรียมนิมนต์ท่านไปอบรมภาวนาตามรัฐต่าง ๆ ๔-๕ แห่ง ซึ่งคาดว่า ในปีนี้ท่านคงจะเดินทางไปพำนักที่ประเทศสหรัฐอเมริกาหลายเดือนเพื่ออบรมสั่งสอนพุทธบริษัทที่นั้น

ในด้านธาตุขันธุ์ของท่านโดยทั่วไป หลวงพ่อท่านมีสุขภาพแข็งแรง หลวงพ่อเคยอาพาธหนักเข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ๒-๓ ครั้ง ตั้งแต่สมัยที่ท่านอยู่ที่วัดพระศรีมหาธาตุ ท่านเคยเป็นวัณโรคปอด และรับการรักษาจนหายดีแล้ว ท่านจึงเลิกสูบบุหรี่ และลองฉันหมากแทน ปีที่แล้วช่วงก่อนเดินทางไปประเทศสหรัฐ ท่านก็หยุดฉันหมากไปหลายเดือน ทำให้ลูกศิษย์ที่เคยเจียนหมากจีบพลูถวายเหงาไปตามกัน ช่วงปลายปีพุทธศักราช ๒๕๔๑ หลวงพ่อมีอาการเวียนศีรษะและปวดศีรษะอยู่บ่อย ๆ พวกเรานิมนต์ท่านเข้ารับการตรวจร่างกาย และพบว่าความดันโลหิตสูง ต่อมาก็พบอีกว่า คลอเรสเตอรอลค่อนข้างสูง และบางครั้งก็มีน้ำตาลในเลือดสูง แพทย์ขอให้ท่านงดอาหารรสเค็ม อาหารจากเนื้อสัตว์ งดน้ำหวาน แต่ในทางปฏิบัติ ก็ยากที่จะทำเช่นนั้นได้ เพราะท่านฉันอาหารที่รับบิณฑบาตร และมีผู้ถวายมาซึ่งไม่อาจเลือกได้ ลูกศิษย์ ญาติโยมบางคนนำมาถวายแล้วยังนั่งจ้องดูอีกว่าท่านฉันหรือเปล่า ท่านก็ฉันให้ด้วยความเมตตา ตอนเย็นแต่ละวันจะมีน้ำหวาน น้ำอัดลมกระป๋องวางเต็มโต๊ะหน้าที่นั่งของท่าน ท่านก็ต้องจิบให้คนละเล็กละน้อย จึงเป็นการยากที่จะให้ท่านควบคุมอาหาร

ด้วยวัย ๗๒ ปี การที่หลวงพ่อนอนคืนละ ๒-๓ ชั่วโมง ทำให้ช่วงเวลากลางวันท่านต้องการการพักผ่อนเอนกายบ้าง บางวันท่านเดินทางจากกุฎิด้วยกิจนิมนต์ตั้งแต่ ๖ โมงเช้า และไปนั่งอยู่กับที่เพื่อเจริญพุทธมนต์และภัตตกิจรวมประมาณ ๕ ชั่วโมง พอกลับมาถึงกุฎิตอนบ่ายก็มีญาติโยม ลูกศิษย์ มารอท่าน ซึ่งท่านจะไม่เคยไล่ ท่านจะพูดคุยตอบคำถามไปจนเป็นที่พอใจ บางคนพูดคุยซักถามท่านอยู่ ๒-๓ ชั่วโมง พอถึงตอนเย็นลูกศิษย์ภาวนาก็ทะยอยกันมา ท่านก็ไม่มีเวลาพักผ่อนเอนกายเลยตลอดทั้งวัน กว่าจะได้หลับและหลับได้ก็ตี ๑ ตี ๒ เป็นเช่นนี้แทบทุกวันโดยท่านยังไม่ยอมให้จำกัดเวลาในการเข้าพบ พวกเราก็ได้แต่เฝ้าดูด้วยความเป็นห่วงธาตุขันธ์ของท่าน และอำนวยความสะดวกในการดำรงขันธ์และการปฏิบัติศาสนกิจของท่านตามที่จะสามารถทำได้ เพื่อจะให้ท่านได้อบรมสั่งสอนบุคคลในการภาวนาไปได้มากที่สุด แม้พวกเราจะทราบดีก็ตาม สักวันหนึ่งหลวงพ่อก็จะต้องจากพวกเราไป และท่านก็ได้ปรารภเตือนในเรื่องนี้อยู่เสมอ เพื่อไม่ให้พวกเราตั้งในความประมาท

หลวงพ่อจะให้ความสนใจข่าวสารบ้านเมืองมาก ท่านรู้จักชื่อเสียงเรียงนามของนักการเมือง และบุคคลสำคัญต่างๆ และท่านก็นำหัวข้อข่าวที่เป็นที่สนใจของสังคมในขณะนั้นมาเป็นข้อต้นในการแสดงธรรมได้อย่างเหมาะเจาะ ที่วัดที่ขอนแก่นหลวงพ่อจะดูข่าวทางโทรทัศน์ และที่กุฎิวัดพระศรีมหาธาตุท่านจะอ่านหนังสือพิมพ์ นี่ก็เป็นอีกเหตุหนึ่งที่ท่านมีความเข้าใจกิเลสของคนได้อย่างลึกซึ้ง และแก้ปัญหาให้ญาติโยมที่เข้ามาปรึกษาท่านได้เสมอ

หลวงพ่อสอนว่าอย่าตำหนิกิเลส เพราะมีกิเลสเราจึงได้เกิดเป็นคน อยากทำบุญ อยากได้บุญ อยากรักษาศีล อยากภาวนา อยากพ้นทุกข์ อย่าคิดว่าจะทำลายกิเลสได้ เพราะกิเลสเป็นของประจำโลก ขนาดพระพุทธเจ้ายังไม่ทำลายกิเลส แต่ท่านใช้วิธีหนีหนีโลก หนีกิเลส ดังนั้น คนที่มีกิเลสหนา คนที่ฟุ้งซ่านวุ่นวาย คนที่ไม่มีความรู้ในหลักธรรมคำสั่งสอนของพระพุทธเจ้าจึงมีสิทธิ์เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อได้อย่างเต็มที่ ท่านว่าถ้าไม่มีกิเลสก็ไม่ต้องมาหาท่าน ถ้าไม่วุ่นวาย ไม่ฟุ้งซ่านก็ไม่ต้องมาหาท่าน ถ้ารู้ดีแล้วก็ไม่ต้องมาปฏิบัติให้เสียเวลาอีก นี่คือหลวงพ่อ ผู้ซึ่งไม่เคยปิดกั้นโอกาสในการปฏิบัติธรรมของผู้ใดเลย ท่านยกตัวอย่างพระสาวกในครั้งพุทธกาลว่ามีใครบ้างที่ดีมาก่อนที่จะมาพบพระพุทธเจ้า ส่วนใหญ่ก็มากับกิเลส มากับความวุ่นวาย มากับความรำคาญ มากับโมหะจริต ทั้งสิ้น พวกเราที่เป็นลูกศิษย์ก็ได้แก่ซึมซับเอาแนวทางของหลวงพ่อไปใช้ในชีวิตประจำวัน คือ ให้โอกาสผู้อื่น และเชื่อว่าคนเราสามารถเปลี่ยนแปลงจากไม่ดีเป็นดีได้

หลวงพ่อยังสอนให้พวกเรามีเมตตาสงสาร สงเคราะห์ผู้ที่ยากไร้ เวลาท่านรับบิณฑบาตอาหารแห้งและเครื่องอุปโภคบริโภค นอกจากท่านจะให้นำไปทานตามสถานสงเคราะห์ต่าง ๆ แล้ว ท่านยังให้นำไปสงเคราะห์นักโทษที่เรือนจำอีกด้วย เวลาแม่ค้าขายของไม่ได้ ท่านก็จะเมตตาให้ช่วยซื้อจำนวนมาก เวลานั่งรถไปตามท้องถนนท่านก็จะชี้ให้เห็นความทุกข์ยากของตำรวจซึ่งต้องยืนตากแดดตากฝน และคอยเตือนไม่ให้พวกเราทำผิดกฎจราจร หรือทำผิดแล้วก็ให้ยอมรับผิดและรับการลงโทษเพื่อไม่ให้สร้างปัญหาหนักใจแก่ตำรวจ บางครั้งท่านก็จะแจกวัตถุมงคลให้ตำรวจเป็นกรณีพิเศษ แต่ละวันจะมีคนที่ไม่มีค่าโดยสารรถกลับบ้าน พ่อค้า แม่ขาย เข้ามาขอรับความเมตตาจากท่านจำนวนมาก ซึ่งท่านก็จะให้ความเมตตาอยู่เสมอ การได้อยู่รับใช้หลวงพ่อและได้เน้นความเมตตาของท่านทำให้พวกเราเริ่มมองเห็นและเข้าใจความทุกข์ยากลำบากของผู้อื่น และ “ติดดิน” โดยไม่รู้ตัว การเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ สำหรับหลาย ๆ คนจึงเป็นการเปลี่ยนชีวิตใหม่อย่างสิ้นเชิง…ยังทำให้เราสิ้นสงสัยในคำสรรเสริญองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “โย อิมัง โลกัง สะเทวกัง สะมาระกัง สะพรัมมะกัง สัสสะมะนะ พราหมณิงปะชัง สะเทวมนุสสัง สะยังอภิญญา สัจจิกัตวาปะเวเทสิ…ก็ในเมื่อแม้สงฆ์สาวกที่เกิดขึ้นตามหลังถึงเกือบสามพันปี เช่นพระอาจารย์หลวงพ่อบุญเพ็ง กปปโก ก็ยังเจริญรอยตามพระองค์ท่านได้ไม่ผิดเพี้ยนเช่นนี้

การเป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ สำหรับหลาย ๆ คนจึงเป็นการเปลี่ยนชีวิตใหม่อย่างสิ้นเชิง ด้วยความยินยอมพร้อมใจ และโดยอัตโนมัติ ดังนั้นการได้เป็นลูกศิษย์ของหลวงพ่อ นอกจากจะทำให้พวกเราเข้าใจธรรมะคำสอนขององค์สมเด็จพระบรมศาสดาที่ตรงแท้แน่นอนแล้ว ยังทำให้เราสิ้นสงสัยในคำสรรเสริญองค์สมเด็จสัมมาสัมพุทธเจ้าว่า “โย อิมัง โลกัง สะเทวกัง สะมาระกัง สะพรัมมะกัง สัสสะมะนะ พราหมณิงปะชัง สะเทวมนุสสัง สะยังอภิญญา สัจจิกัตวาปะเวเทสิ ทรงสอนโลกนี้ พร้อมทั้งเทวดา มารพรหม และหมู่สัตว์ พร้อมสมณพราหมณ์ ให้รู้ตาม” ก็จะสงสัยได้อย่างไรเล่า ในเมื่อแม้สงฆ์สาวกที่เกิดขึ้นตามหลังถึงเกือบสามพันปี เช่นพระอาจารย์หลวงพ่อบุญเพ็ง กปปโก ก็ยังเจริญรอยตามพระองค์ท่านได้ไม่ผิดเพี้ยนเช่นนี้

พระครูวิเวกพุทธกิจ – หลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล

กันยายน 7, 2009

เกร็ดประวัติพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล
(คัดจากหนังสือฐานยตฺเถรวตฺถุ)

ท่านเกิดที่บ้านข่าโคม ตำบลหนองขอน อำเภอเมือง (ปัจจุบันอำเภอเขื่องใน) จังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ ๒ พฤศจิกายน ๒๔๐๒ ท่านเป็นพระคณาจารย์ใหญ่ของพระกรรมฐานทั้งหมด

ท่านอุปสมบทที่วัดใต้ ตำบลในเมือง อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ต่อมาได้เป็นเจ้าอาวาสวัดใต้ และได้ญัตติเป็นพระธรรมยุตที่วัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) มีพระครูทา โชติปาโล เป็นพระอุปัชฌาย์ เจ้าอธิการสีทา ชยเสโน เป็นพระกรรมวาจารย์ ภายหลังมาอยู่วัดเลียบ และเปิดสำนักปฏิบัติธรรมขึ้น ณ วัดเลียบ ลูกศิษย์ที่มีชื่อเสียงของท่านคือพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต

ท่านได้มรณภาพในอิริยาบถขณะกราบครั้งที่ ๓ ในอุโบสถวัดอำมาตยาราม อำเภอวรรณไวทยากรณ์ นครจำปาศักดิ์ ประเทศลาว เมื่อวันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๔ ตรงกับ วันจันทร์ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๓ ปีมะโรง เชิญศพมา ณ วัดบูรพาราม อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ทำพิธีเผาในเดือนเมษายน ๒๔๘๖ สิริอายุ ๘๒ ปี ๓ เดือน ๑ วัน

นิสัยท่านอาจารย์เสาร์ นิสัยชอบก่อสร้าง ชอบปลูกพริกหมากไม้ ลักษณะจิตเยือกเย็น มีพรหมวิหารทำจิตดุจแผ่นดิน มีเมตตาเป็นสาธารณะ เป็นคนพูดน้อย ยกจิตขึ้นสู่องค์เมตตาสุกใสรุ่งเรือง เป็นคนเอื้อเฟื้อในพระวินัย ทำความเพียรเป็นกลางไม่ยิ่งหย่อน พิจารณาถึงขั้นภูมิละเอียดมาก ท่านบอกให้เราภาวนาเปลี่ยนอารมณ์แก้อาพาธได้

อยู่ข้างนอกวุ่นวาย เข้าไปหาท่านจิตสงบดี เป็นอัศจรรย์ปาฏิหาริย์หลายอย่าง จิตของท่านชอบสันโดษ ไม่มักใหญ่ใฝ่สูง หมากไม่กิน บุหรี่ไม่สูบ ท่านแดดัง (พระครูทา โชติปาโล) เป็นอุปัชฌายะ เดินจงกรมภาวนาเสมอไม่ละกาล น้ำใจดี ไม่เคยโกรธขึ้นให้พระเณรอุบาสกอุบาสิกา มักจะวางสังฆทานอุทิศในสงฆ์สันนิบาต แก้วิปัสสนูฯแก่สานุศิษย์ได้ อำนาจวางจริตเฉยๆ เรื่อยๆ ชอบดูตำราเรื่องพระพุทธเจ้า รูปร่างใหญ่ สันทัด เป็นมหานิกาย ๑๐ พรรษา จึงมาญัตติเป็นธรรมยุตฯ รักเด็ก เป็นคนภูมิใหญ่กว้างขวาง ยินดีทั้งปริยัติปฏิบัติ ลักษณะเป็นคนโบราณพร้อมทั้งกาย วาจา ใจ เป็นโบราณทั้งสิ้น ไม่เห่อตามลาภยศสรรเสริญ อาหารชอบเห็ด ผลไม้ต่างๆ ชอบน้ำผึ้ง

ฉันเห็ดเบื่อ

หลวงปู่เสาร์นี่ เห็ดมันเกิดขึ้นตามวัด บอกเณรไปเก็บ เณรเก็บเห็นอันนี่ไปหมกไฟให้กิน เณรก็ไปเก็บได้ประมาณเต็มถ้วยก๋วยเตี๋ยวหนึ่ง เอามาห่อหมกเสร็จแล้วก็ไปถวายหลวงปู่ หลวงปู่ก็ฉันจดหมด ทีนี้ไอ้เราพวกเณรนี่ก็ทำห่อหมก เณร ๕-๖ องค์ตักแจกกันคนละช้อนๆ ๆ ฉันอาหารยังไม่ทันอิ่มเลย สลบเหมือดทั้ง ๖ องค์ ทีนี่ อุ๊ย! เณรเป็นอะไรๆ ถามมันดูซิว่ามันเป็นอะไร เณรก็กินเห็ดเบื่อ รู้ว่าเห็ดเบื่อทำไมถึงไปกินล่ะ ท่านอาจารย์พากิน ข้าไม่ได้กินเห็ดเบื่อ ถ้าข้ากินเห็ดเบื่อข้าก็เมาตายสิ หลวงปู่เสาร์ฉันเป็นชามนั่งยิ้มเฉย แต่เณรฉันคนละช้อนฉันข้าวยังไม่อิ่มเลยสลบเหมือดไปเลย อันนี้จิตของเรานี่มันปรุงแต่งได้ จะให้มันแพ้หรือมันชนะมันก็ทำได้

หลวงปู่เสาร์แก้สัญญาวิปลาสให้หลวงปู่มั่น แก้สัญญาวิปลาสจนสำเร็จเป็นอัศจรรย์

ท่านอาจารย์เสาร์ มีเมตตาแก่สัตว์เป็นมหากรุณาอย่างยิ่ง วางเป็นกลาง เยือกเย็นที่สุด เมตตาของท่านสดใส เห็นปาฏิหาริย์ของท่านสมัยขุนบำรุงบริจาคที่ดิน และไม้ทำสำนักแม่ขาวสาริกา วัดสุทธาวาส จังหวัดสกลนคร

แก้สัญญาวิปลาสท่านอาจารย์มั่นกับท่านเจ้าคุณหนูวัดสระปทุมในสมัยนั้น จนสำเร็จเป็นอัศจรรย์ เรียกว่าเป็นพ่อพระกรรมฐานภาคอีสาน นี้ท่านอาจารย์เสาร์เล่าให้ฟัง สมัยที่เรา (หลวงปู่หลุย) อยู่กับท่านเดินธุดงค์ไปด้วย ท่านปรารถนาเป็นพระปัจเจก กับปรารถนาเป็นสาวกสำเร็จอรหันต์ในศาสนาสมณโคดมพุทธเจ้าของเรา ท่านอาจารย์มั่นเคารพท่านอาจารย์เสาร์มากที่สุด เพราะเป็นเณรของท่านมาแต่ก่อน ท่านมักเรียกท่านอาจารย์มั่นเป็นสรรพนามว่า “เจ้าๆ ข้อยๆ”

(คัดมาจากหนังสือประวัติหลวงปู่หลุย จนฺทสาโร)

นั่งสมาธิตัวลอยขึ้น… ลืมตาขึ้นดูตกลงมาก้นกระแทกกับพื้นอย่างแรง

ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า นิสัยของท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นไปอย่างเรียบๆ และเยือกเย็นน่าเลื่อมใสมาก ที่มีแปลกอยู่บ้างก็เวลาท่านเข้าที่นั่งสมาธิตัวของท่านชอบลอยขึ้นเสมอ บางครั้งตัวท่านลอยขึ้นไปจนผิดสังเกต เวลาท่านนั่งสมาธิอยู่ ท่านเองเกิดความแปลกใจในขณะนั้นว่า “ตัวเราถ้าจะลอยขึ้นจากพื้นแน่ๆ” เลยลืมตาขึ้นดูตัวเอง ขณะนั้นจิตท่านถอนออกจากสมาธิพอดี เพราะพะวักพะวงกับเรื่องตัวลอย ท่านเลยตกลงมาก้นกระแทกกับพื้นอย่างแรง ต้องเจ็บเอวอยู่หลายวัน ความจริงตัวท่านลอยขึ้นจากพื้นจริงๆ สูงประมาณ ๑ เมตร ขณะที่ท่านลืมตาดูตัวเองนั้น จิตท่านถอนออกจากสมาธิ จึงไม่มีสติพอยับยั้งไว้บ้าง จึงทำให้ท่านตกลงสู่พื้นอย่างแรง เช่นเดียวกับสิ่งต่างๆ ตกลงจากที่สูง ในคราวต่อไปเวลาท่านนั่งสมาธิ พอรู้สึกว่าตัวท่านลอยขึ้นจากพื้น ท่านพยายามทำสติให้อยู่ในองค์ของสมาธิแล้วค่อยๆ ลืมตาขึ้นดูตัวเอง ก็ประจักษ์ว่าตัวท่านลอยขึ้นจริงๆ แต่ไม่ได้ตกลงสู่พื้นเหมือนคราวแรก เพราะท่านมิได้ปราศจากสติ และคอยประคองใจให้อยู่ในองค์สมาธิ ท่านจึงรู้เรื่องของท่านได้ดี ท่านเป็นคนละเอียดถี่ถ้วนอยู่มาก แม้จะเห็นด้วยตาแล้วท่านยังไม่แน่ใจ ต้องเอาวัตถุชิ้นเล็กๆ ขึ้นไปเหน็บไว้บนหญ้าหลังกุฏิ แล้วกลับมาทำสมาธิอีก พอจิตสงบ และตัวเริ่มลอยขึ้นไปอีก ท่านพยายามประคองจิตให้มั่นอยู่ในสมาธิ เพื่อตัวจะได้ลอยขึ้นไปจนถึงวัตถุเครื่องหมายที่ท่านนำขึ้นไปเหน็บไว้ แล้วค่อยๆ เอื้อมมือจับด้วยความมีสติ แล้วนำวัตถุนั้นลงมาโดยทางสมาธิภาวนา คือพอหยิบได้วัตถุนั้นแล้วก็ค่อยๆ ถอนจิตออกจากสมาธิ เพื่อกายจะได้ค่อยๆ ลงมาถึงพื้นอย่างปลอดภัย แต่ไม่ถึงกับให้จิตถอนจากสมาธิจริงๆ เมื่อได้ทดลองจนเป็นที่แน่ใจแล้ว ท่านจึงเชื่อตัวเองว่า ตัวท่านลอยขึ้นได้จริงในเวลาเข้าสมาธิในบางครั้ง แต่มิได้ลอยขึ้นเสมอไป นี้เป็นจริตนิสัยแห่งจิตของท่านพระอาจารย์เสาร์ รู้สึกผิดกับนิสัยของท่านพระอาจารย์มั่นอยู่มากในปฏิปทาทางใจ

จิตของท่านพระอาจารย์เสาร์เป็นไปอย่างเรียบๆ สงบเย็นโดยสม่ำเสมอ นับแต่ขั้นเริ่มแรกจนถึงสุดท้ายปลายแดนแห่งปฏิปทาของท่าน ไม่ค่อยล่อแหลมต่ออันตราย และไม่ค่อยมีอุบายต่างๆ และความรู้แปลกๆ เหมือนจิตท่านพระอาจารย์มั่น

(คัดมาจากหนังคือ ประวัติพระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต)

หลวงปู่เสาร์เคยปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า

เวลาเร่งความเพียรใจรู้สึกประหวัดๆ ถึงความปรารถนาเดิม

ท่านพระอาจารย์มั่นเล่าว่า ท่านพระอาจารย์เสาร์เดิมท่านปรารถนาเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า เวลาออกบำเพ็ญพอเร่งความเพียรเข้ามากๆ ใจรู้สึกประหวัดๆ ถึงความปรารถนาเดิม เพื่อความเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้าแสดงออกเป็นเชิงอาลัยเสียดาย ยังไม่อยากไปนิพพาน ท่านเห็นว่าเป็นอุปสรรคต่อความเพียรเพื่อความรู้แจ้งซึ่งพระนิพพานในชาติ ปัจจุบันนี้ ท่านเลยอธิษฐานของดจากความปรารถนานั้น และขอประมวลมาเพื่อความรู้แจ้งซึ่งพระนิพพานในชาตินี้ ไม่ขอเกิดมารับความทุกข์ทรมานในภพชาติต่างๆ อีกต่อไป พอท่านปล่อยวางความปรารถนาเดิมแล้ว การบำเพ็ญเพียรรู้สึกสะดวกและเห็นผลไปโดยลำดับ ไม่มีอารมณ์เครื่องเกาะเกี่ยวเหมือนแต่ก่อน สุดท้ายท่านก็บรรลุถึงแดนแห่งความเกษมดังใจหมาย แต่การแนะนำสั่งสอนผู้อื่น ท่านไม่ค่อยมีความรู้แตกฉานกว้างขวางนัก ทั้งนี้อาจจะเป็นไปตามภูมินิสัยเดิมของท่านที่มุ่งเป็นพระปัจเจกพุทธเจ้า ซึ่งตรัสรู้เองชอบ แต่ไม่สนใจสั่งสอนใครก็ได้ อีกประการหนึ่ง ที่ท่านกลับความปรารถนาได้สำเร็จตามใจนั้น คงอยู่ในขั้นพอแก้ไขได้ ซึ่งยังไม่สมบูรณ์เต็มภูมิแท้

หลวงปู่เสาร์เป็นคนพูดน้อย

เราเกิดเป็นมนุษย์ มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ

เวลาท่านพระอาจารย์มั่นออกเที่ยวธุดงคกรรมฐานทางภาคอีสาน ตามจังหวัดต่างๆ ในระยะต้นวัย ท่านมักจะไปกับท่านพระอาจารย์เสาร์เสมอ แม้ความรู้ทางภายในจะมีแตกต่างกันบ้างตามนิสัย แต่ก็ชอบไปด้วยกัน สำหรับท่านพระอาจารย์เสาร์ ท่านเป็นคนไม่ชอบพูด ไม่ชอบเทศน์ ไม่ชอบมีความรู้แปลกๆ ต่างๆ กวนใจเหมือนท่านอาจารย์มั่น เวลาจำเป็นต้องเทศน์ท่านก็เทศน์เพียงประโยคหนึ่งหรือสองเท่านั้น แล้วก็ลงธรรมาสน์ไปเสีย ประโยคธรรมที่ท่านเทศน์ซึ่งพอจับใจความได้ว่า “ให้พากันละบาปและบำเพ็ญบุญ อย่าให้เสียชีวิตลมหายใจไปเปล่าที่ได้มีวาสนามาเกิดเป็นมนุษย์” และ “เราเกิดเป็นมนุษย์มีความสูงศักดิ์มาก แต่อย่านำเรื่องของสัตว์มาประพฤติ มนุษย์ของเราจะต่ำลงกว่าสัตว์ และจะเลวกว่าสัตว์อีกมาก เวลาตกนรกจะตกหลุมที่ร้อนกว่าสัตว์มากมาย อย่าพากันทำ” แล้วก็ลงธรรมาสน์ไปกุฏิโดยไม่สนใจกับใครต่อไปอีก ปกตินิสัยของท่านเป็นคนไม่ชอบพูด พูดน้อยที่สุด ทั้งวันไม่พูดอะไรกับใครเกิน ๒-๓ ประโยค เวลานั่งก็ทนทานนั่งอยู่ได้เป็นเวลาหลายๆ ชั่วโมง เดินก็ทำนองเดียวกัน แต่ลักษณะท่าทางของท่านมีความสง่าผ่าเผยน่าเคารพเลื่อมใสมาก มองเห็นท่านแล้วเย็นตาเย็นใจไปหลายวัน ประชาชน และพระเณรเคารพเลื่อมใสท่านมาก ท่านมีลูกศิษย์มากมายเหมือนท่านอาจารย์มั่น .

หลวงปู่เสาร์สอนทำอะไรให้เป็นเวลา

ให้ทำวัตร นอน ๔ ทุ่ม ตื่นตี ๓

ท่านอาจารย์หลวงปู่เสาร์นี้ท่านเป็นสาวกแบบชนิดที่ว่าเป็นพระประเสริฐ ท่านสอนธรรมนี้ท่านไม่พูดมาก ท่านชี้บอกว่าให้ทำอย่างนั้น อย่างนี้ แต่การปฏิบัติของท่านนี้ ท่านเอาการปฏิบัติแทนการสอนด้วยปาก ผู้ที่ไปอยู่ในสำนักท่าน ก่อนอื่นท่านจะสอนให้ทำวัตร นอน ๔ ทุ่ม ตื่นตี ๓ นี้ข้อแรกต้องทำให้ได้ก่อน บ้างทีก็ลองเรียนถามท่าน หลวงปู่ทำไมสอนอย่างนี้ การนอนเป็นเวลา ตื่นเป็นเวลา ฉันเป็นเวลา อาบน้ำเข้าห้องน้ำเป็นเวลา มันเป็นอุบายสร้างพลังจิต แล้วทำให้เรามีความจริงใจ ทีนี้นักปฏิบัติทั้งหลายไม่ได้ทำอย่างนี้ แม้แต่นักสะกดจิต เขาก็ยังยึดหลักอันนี้ มันมีอยู่คำหนึ่งที่หลวงพ่อ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) ไม่เคยลืมหลักปฏิบัติที่เวลาไปปฏิบัติท่าน ท่านจะพูดขึ้นลอยๆ ว่า “เวลานี้จิตข้ามันไม่สงบ มันมีแต่ความคิด” ก็ถามว่า “จิตมันฟุ้งซ่านหรือไงอาจารย์” “ถ้าให้มันหยุดนิ่งมันก็ไม่ก้าวหน้า” กว่าจะเข้าใจความหมายของท่านก็ใช้เวลาหลายปี ท่านหมายความว่า เวลาปฏิบัติถ้าจิตมันหยุดนิ่งก็ปล่อยให้มันหยุดนิ่งไป อย่าไปรบกวนมัน ถ้าเวลามันจะคิดก็ให้มันคิดไป เราเอาสติตัวเดียวเป็นตัวตั้งตัวตี .

ปฏิปทาของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล

ท่านสนใจเรื่องการปฏิบัติสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน โดยถ่ายเดียว

หลวงปู่เสาร์ซึ่งเป็นอาจารย์ของหลวงปู่มั่น ออกเดินธุดงคกรรมฐาน ปักกลดอยู่ในป่า ในดง ในถ้ำ ในเขา องค์แรกของอีสานคือหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล นัยว่าท่านออกบวชในพระศาสนา ท่านสนใจเรื่องการปฏิบัติสมถกรรมฐาน วิปัสสนากรรมฐาน โดยถ่ายเดียว ซึ่งสหธรรมิกคู่หูของท่านก็คือ พระปัญญาพิศาลเถร (หนู) เป็นคนเกิดในเมืองอุบลฯ ท่านออกเดินธุดงค์ร่วมกัน หลวงปู่เสาร์ตามปกติท่านเป็นพระที่เทศน์ไม่เป็น แต่ปฏิบัติให้ลูกศิษย์ดูเป็นตัวอย่าง

เดินจงกรมแข่งหลวงปู่เสาร์

สมัยที่หลวงพ่อ (หลวงพ่อพุธ ฐานิโย) เป็นเณรอยู่ใกล้ๆ ท่าน ถ้าวันไหนเราคิดว่าจะเดินจงกรมแข่งกับท่านอาจารย์ใหญ่ วันนั้นท่านจะเดินจงกรมไม่หยุด จนกว่าเราหยุดนั่นแหละท่านจึงจะหยุด ท่านจะไม่ยอมให้เราชนะท่าน เวลาท่านสอน สอนสมาธิ ถ้ามีใครถามว่า ส่วนใหญ่คนอีสานก็ถามแบบภาษาอีสาน “อยากปฏิบัติสมาธิเฮ็ดจั๋งได๋ญ่าท่าน” “พุทโธสิ” “ภาวนาพุทโธแล้วมันจะได้อีหยังขึ้นมา” “อย่าถาม” “พุทโธแปลว่าจั๋งได๋” “ถามไปหาสิแตกอีหยัง ยั้งว่าให้ภาวนา พุทโธ ข้าเจ้าให้พูดแค่นี้” แล้วก็ไม่มีคำอธิบาย ถ้าหากว่าใครเชื่อตามคำแนะนำของท่าน ไปตั้งใจภาวนาพุทโธ จริงๆ ไม่เฉพาะแต่เวลาเราจะมานั่งอย่างเดียว ยืน เดิน นั่น นอน รับประทาน ดื่ม ทำ ใจนึกพุทโธไว้ให้ตลอดเวลา ไม่ต้องเลือกว่าเวลานี้จะภาวนาพุทโธ เวลานี้เราจะไม่ภาวนาพุทโธ ท่านสอนให้ภาวนาทุกลมหายใจ

ทำไมหลวงปู่เสาร์สอนภาวนาพุทโธ

เพราะพุทโธเป็นกริยาของใจ

หลวงพ่อ (พุธ ฐานิโย) เลยเคยแอบถามท่านว่าทำไมจึงต้องภาวนา พุทโธ ท่านก็อธิบายให้ฟังว่าที่ให้ภาวนาพุทโธนั้น เพราะพุทโธ เป็นกิริยาของใจ ถ้าเราเขียนเป็นตัวหนังสือเราจะเขียน พ – พาน – สระ – อุ – ท – ทหาร สะกด โอ ตัว ธ – ธง อ่านว่า พุทโธ อันนี้เป็นเพียงแต่คำพูด เป็นชื่อของคุณธรรมชนิดหนึ่ง ซึ่งเมื่อจิตภาวนาพุทโธแล้วมันสงบวูบลงไปนิ่งสว่างรู้ตื่นเบิกบาน พอหลังจากคำว่า พุทโธ มันก็หายไปแล้ว ทำไมมันจึงหายไป เพราะจิตมันถึงพุทโธแล้ว จิตกลายเป็นพุทธะ ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นคุณธรรมที่ทำจิตให้เป็นพุทธะ เกิดขึ้นในจิตของท่านผู้ภาวนา พอหลังจากนั้นจิตของเราจะหยุดนึกคำว่าพุทโธ แล้วก็ไปนิ่ง รู้ ตื่น เบิกบาน สว่างไสว กายเบา จิตเบา กายสงบ จิตสงบ ยังแถมมีปีติ มีความสุขอย่างบอกไม่ถูก อันนี้มันเป็นพุทธะ พุทโธ โดยธรรมชาติเกิดขึ้นที่จิตแล้ว พุทโธ แปลว่า ผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน เป็นกิริยาของจิตมันใกล้กับความจริง แล้วทำไมเราจึงมาพร่ำบ่น พุทโธๆ ๆ ในขณะที่จิตเราไม่เป็นเช่นนั้น ที่เราต้องมาบ่นว่า พุทโธนั่นก็เพราะว่า เราต้องการจะพบพุทโธ ในขณะที่พุทโธยังไม่เกิดขึ้นกับจิตนี้ เราก็ต้องท่อง พุทโธๆ ๆ ๆ เหมือนกับว่าเราต้องการจะพบเพื่อนคนใดคนหนึ่ง เมื่อเรามองไม่เห็นเขาหรือเขายังไม่มาหาเรา เราก็เรียกชื่อเขา ทีนี้เมื่อเขามาพบเราแล้ว เราได้พูดจาสนทนากันแล้ว ก็ไม่จำเป็นจะต้องไปเรียกชื่อเขาอีก ถ้าขืนเรียกซ้ำๆ เขาจะหาว่าเราร่ำไร ประเดี๋ยวเขาด่าเอา

ทีนี้ในทำนองเดียวกันในเมื่อเรียก พุทโธๆ ๆ เข้ามาในจิตของเรา เมื่อจิตของเราได้เกิดเป็นพุทโธเอง คือผู้รู้ ผู้ตื่น ผู้เบิกบาน จิตของเราก็หยุดเรียกเอง ทีนี้ถ้าหากว่าเรามีความรู้สึกอันหนึ่งแทรกขึ้นมา เอ้า ควรจะนึกถึงพุทโธอีก พอเรานึกขึ้นมาอย่างนี้สมาธิของเราจะถอนทันที แล้วกิริยาที่จิตมันรู้ ตื่น เบิกบานจะหายไป เพราะสมาธิถอน

ทีนี้ตามแนวทางของครูบาอาจารย์ที่ท่านแนะนำพร่ำสอน ท่านจึงให้คำแนะนำว่า เมื่อเราภาวนาพุทโธไปจิตสงบวูบลงนิ่ง สว่าง รู้ ตื่น เบิกบาน แต่ไม่มีอะไรเกิดขึ้น ท่านก็ให้ประคองจิตให้อยู่ในสภาพปกติอย่างนั้น ถ้าเราสามารถประคองจิตให้อยู่ในสภาพอย่างนั้นได้ตลอดไป จิตของเราจะค่อยสงบ ละเอียดๆ ๆ ลงไป ในช่วงเหตุการณ์ต่างๆ มันจะเกิดขึ้น ถ้าจิตส่งกระแสออกนอกเกิดมโนภาพ ถ้าวิ่งเข้ามาข้างในจะเห็นอวัยวะภายในร่างกายทั่วหมด ตับ ไต ไส้ พุง เห็นหมด แล้วเราจะรู้สึกว่ากายของเรานี่เหมือนกับแก้วโปร่ง ดวงจิตที่สงบ สว่างเหมือนกับดวงไฟที่เราจุดไว้ในพลบครอบ แล้วสามารถเปล่งรัศมีสว่างออกมารอบๆ จนกว่าจิตจะสงบละเอียดลงไป จนกระทั่งว่ากายหายไปแล้วจึงจะเหลือแต่จิตสว่างไสวอยู่ดวงเดียวร่างกายตัวตน หายหมด ถ้าหากจิตดวงนี้มีสมรรถภาพพอที่จะเกิดความรู้ความเห็นอะไรได้ จิตจะย้อนกายลงมาเบื้องล่าง เห็นร่างกายตัวเองนอนตายเหยียดยาวอยู่ขึ้นอืดเน่าเปื่อยผุพังสลายตัวไป TOP.

หลักปฏิบัติที่ครูบาอาจารย์ให้ไว้

อาศัยอยู่ตามถ้ำบ้าง ตามโคนต้นไม้บ้าง

พระบูรพาจารย์ของเรา เราถือว่าพระอาจารย์เสาร์ กตนฺสีโล เป็นพระอาจารย์องค์แรก และเป็นผู้นำหมู่คณะลูกศิษย์ลูกหา ออกเดินธุดงคกรรมฐาน ชอบพักพิงอยู่ตามป่าตามที่วิเวก อาศัยอยู่ตามถ้ำบ้างตามโคนต้นไม้บ้าง และท่านอาจารย์มั่นก็เป็นอีกท่านหนึ่งซึ่งเป็นลูกศิษย์พระอาจารย์เสาร์ หลวงพ่อสิงห์ ขนฺตยาคโม ก็เป็นลูกศิษย์ของท่านอาจารย์เสาร์ และท่านอาจารย์มั่น โดยเฉพาะอย่างยิ่งพระอาจารย์สิงห์เปรียบเสมือนหนึ่งว่าเป็นเสนาธิการใหญ่ของ กองทัพธรรม ได้นำหมู่คณะออกเดินธุดงค์ไปตามราวป่าตามเขา อยู่อัพโภกาส อยู่ตามโคนต้นไม้ อาศัยอยู่ตามถ้ำ พักพิงอาศัยอยู่ในราวป่าห่างจากหมู่บ้านประมาณ ๕๐๐ เมตร การธุดงค์ของพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น พระอาจารย์สิงห์จะไม่นิยมที่จะไปปักกลดอยู่ตามละแวกบ้าน ตามสนามหญ้า หรือตามบริเวณโรงเรียน หรือใกล้ๆ กับถนนหนทางในที่ซึ่งเป็นที่ชุมนุมชน ท่านจะออกแสงหาวิเวกในราวป่าห่างไกลกันจริงๆ

บางทีไปอยู่ในป่าเขาที่ไกล ตื่นเช้าเดินจากที่พักลงมาสู่หมู่บ้านเพื่อบิณฑบาต เมื่อบิณฑบาตเสร็จแล้ว กลับไปถึงที่พักเป็นเวลา ๑๑.๐๐ น. หรือ ๕ โมงก็มี อันนี้คือหลักการปฏิบัติของพระธุดงคกรรมฐานในสายพระอาจารย์มั่น พระอาจารย์เสาร์ ซึ่งบางทีอาจจะผิดแผกจากพระธุดงค์ในสมัยปัจจุบัน ซึ่งไปปักกลดอยู่ตามสนามหญ้า หรือตามสถานีรถไฟ ตามบริเวณโรงเรียนหรือศาลเจ้าต่างๆ พระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น พระอาจารย์สิงห์ ไม่นิยมทำเช่นนั้น ไปธุดงค์ก็ต้องไปป่ากันจริงๆ ที่ใดซึ่งมีอันตรายท่านก็ยิ่งไปเพื่อเป็นการทดสอบความสามารถของตัวเอง และเป็นการฝึกฝนลูกศิษย์ลูกหาให้มีความกล้าหาญเผชิญต่อภัยของชีวิต ตะล่อมจิตให้ยึดมั่นในคุณพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ อย่างแน่วแน่

เมื่อไปในสถานที่ที่คิดว่ามีอันตราย ไปอยู่ในที่ห่างไกลพี่น้อง เพื่อนฝูงหสธรรมิกก็ไปอยู่บริเวณที่ห่างๆ กัน ในเมื่อจิตใจเกิดความหวาดกลัวภัยขึ้นมา จิตใจก็วิ่งเข้าสู่พระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ ยึดเอาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เป็นสรณะอย่างเหนียวแน่น เพราะในขณะนั้นไม่มีใครอีกแล้วที่จะเป็นเพื่อนตาย ดังนั้น ท่านจึงมีอุบายให้ไปฝึกฝนอบรมตัวเอง ฝึกฝนอบรมบรรดาลูกศิษย์ลูกหา ผู้ติดตาม ในสถานที่วิเวกห่างไกลเต็มไปด้วยภัยอันตราย เพื่อให้ลูกศิษย์ลูกหามีความกล้าหาญชาญชัย ในการที่จะเสียสละเพื่อบูชาพระพุทธ พระธรรม พระสงฆ์ เพื่อบูชาพระรัตนตรัยอย่างแท้จริง การฝึกฝนอบรมหรือการอบรมสั่งสอนของครูบาอาจารย์ดังกล่าวนั้น ท่านยึดหลักที่จะพึงให้ลูกศิษย์ปฏิบัติเป็นกิจวัตรประจำวันดังนี้

ท่านจะสอนให้พวกเราประกอบความเพียรดังกล่าวตั้งแต่หัวค่ำ จนกระทั่วเวลา ๔ ทุ่ม พอถึง ๔ ทุ่มแล้วก็จำวัดพักผ่อนตามอัธยาศัย พอถึงตี ๓ ท่านก็เตือนให้ลุกขึ้นมาบำเพ็ญเพียร เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนาหรือทำวัตรสวดมนต์ก็ตามแต่ที่จะถนัด แต่หลักที่ท่านยึดเป็นหลักที่แน่นอนที่สุดก็คือว่าในเบื้องต้นท่านจะสอนให้ ลูกศิษย์หัดนอน ๔ ทุ่ม ตื่นตี ๓ ในขณะที่ยังไม่ได้นอนหรือตื่นขึ้นมาแล้วก็ทำกิจวัตร มีการสวดมนต์ไหว้พระ เดินจงกรม นั่งสมาธิภาวนา ท่านก็จะสอนให้ทำอย่างนี้ อันนี้เป็นหลักสำคัญที่ท่านจะรีบเร่งอบรมสั่งสอน และฝึกลูกศิษย์ให้ทำให้ได้ ถ้าหากยังทำไม่ได้ท่านก็ยังไม่อบรมสั่งสอนธรรมะส่วนละเอียดขึ้นไป เพราะอันนี้เป็นการฝึกหัดดัดนิสัยให้มีระเบียบ นอนก็มีระเบียบ ตื่นก็มีระเบียบ การฉันก็ต้องมีระเบียบ คือฉันหนเดียวเป็นวัตร ฉันในบาตรเป็นวัตร บิณฑบาตฉันเป็นวัตร อันนี้เป็นข้อวัตรที่ท่านถือเคร่งนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งข้อฉันในบาตร ฉันหนเดียว อันนี้ท่านยึดเป็นหัวใจหลักของการปฏิบัติกรรมฐานเลยทีเดียว TOP.

หลักสมถวิปัสสนาของหลวงปู่เสาร์

พิจารณากายแยกออกเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ

หลักการสอนท่านก็สอนในหลักของสมถวิปัสสนา ดังที่เราเคยได้ยินได้ฟังกันมาแล้วนั้น แต่ท่านจะเน้นหนักในการสอนให้เจริญพุทธคุณเป็นส่วนใหญ่ เมื่อเจริญพุทธคุณจนคล่องตัวจนชำนิชำนาญแล้ว ก็สอนให้พิจารณากายคตาสติ เมื่อสอนให้พิจารณากายคตาสติ พิจารณาอสุภกรรมฐาน จนคล่องตัวจนชำนิชำนาญแล้ว ก็สอนให้พิจารณาธาตุกรรมฐาน ให้พิจารณากายแยกออกเป็นธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ แล้วก็พยายามพิจารณาว่าในร่างกายของเรานี้ไม่มีอะไร มีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ ประชุมกันอยู่เท่านั้น หาสัตว์บุคคลตัวตนเราเขาไม่มี ในเมื่อฝึกฝนอบรมให้พิจารณาจนคล่องตัว จิตก็จะมองเห็นสิ่งที่ไม่มีตัวตน คือเห็นว่าร่างกายนี้ ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตน เป็นอนัตตาทั้งนั้น จะว่ามีตัวมีตนในเมื่อแย่ออกไปแล้ว มันก็มีแต่ธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ สัตว์ บุคคลตัวตนเราเขาไม่มี แต่อาศัยความประชุมพร้อมของธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ มีปฏิสนธิ จิตปฏิสนธิวิญญาณมายึดครองอยู่ในร่างอันนี้ เราจึงสมมติบัญญัติว่า สัตว์บุคคลตัวตนเราเขา

อันนี้เป็นแนวการสอนของพระอาจารย์เสาร์ พระอาจารย์มั่น และพระอาจารย์สิงห์ การพิจารณาเพียงแค่ว่าพิจารณากายคตาสติก็ดี พิจารณาธาตุกรรมฐานก็ดี ตามหลักวิชาการท่านว่าเป็นอารมณ์ของสมถกรรมฐาน แต่ท่านก็ย้ำให้พิจารณาอยู่ในกายคตาสติกรรมฐานกับธาตุกรรมฐานนี้เป็นส่วน ใหญ่ ที่ท่านย้ำๆ ให้พิจารณาอย่างนั้น ก็เพราะว่าทำให้ภูมิจิตภูมิใจของนักปฏิบัติก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้ เร็วโดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณากายคตาสติ แยกผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูก เป็นต้น ออกเป็นส่วนๆ เราจะมองเห็นว่าในกายของเรานี้ก็ไม่ใช่ตัวตน ไม่ใช่ตัวตน มันเป็นแต่เพียง ผม ขน เล็บ ฟัน หนัง เนื้อ เอ็น กระดูกเท่านั้น ถ้าว่ากายนี้เป็นตัวเป็นตน ทำไมจึงจะเรียกว่าผม ทำไมจึงจะเรียกว่าขน ทำไมจึงจะเรียกว่าเล็บ ว่าฟัน ว่าเนื้อ ว่าเอ็น ว่ากระดูก ในเมื่อแยกออกไปเรียกอย่างนั้นแล้ว มันก็ไม่มีสัตว์บุคคลตัวตนเราเขา นอกจากนั้นก็จะมองเห็นอสุภกรรมฐาน เห็นว่าร่างกายนี้เต็มไปด้วยของปฏิกูลน่าเกลียดโสโครกน่าเบื่อหน่าย ไม่น่ายึดมั่นถือมั่นว่าเป็นอัตตาตัวตน แล้วพิจารณาบ่อยๆ พิจารณาเนืองๆ จนกระทั่งจิตเกิดความสงบ สงบแล้วจิตจะปฏิวัติตัวไปสู่การพิจารณาโดยอัตโนมัติ ผู้ภาวนาก็เริ่มจะรู้แจ้งเห็นจริงในความเป็นจริงของร่างกายอันนี้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการพิจารณาธาตุ ๔ ดิน น้ำ ลม ไฟ พิจารณากายแยกออกเป็นส่วนๆ ส่วนนี้เป็นดิน ส่วนนี้เป็นน้ำ ส่วนนี้เป็นลม ส่วนนี้เป็นไฟ เราก็จะมองเห็นว่าร่างกายนี้สักแต่ว่าเป็นดิน เป็นน้ำ เป็นลม เป็นไฟ สัตว์บุคคลตัวตนเราเขาไม่มี ก็ทำให้จิตของเรามองเห็นอนัตตาได้เร็วขึ้น เพราะฉะนั้นการเจริญกายคตาสติก็ดี การเจริญธาตุกรรมฐานก็ดี จึงเป็นแนวทางให้จิตดำเนินก้าวขึ้นสู่ภูมิแห่งวิปัสสนาได้

และอีกอันหนึ่งอานาปานสติ ท่านก็ยึดเป็นหลักการสอน โดยเฉพาะอย่างยิ่งกรรมฐานอานาปานสติ การกำหนดพิจารณาลมหายใจนั้น จะไปแทรกอยู่ทุกกรรมฐาน จะบริกรรมภาวนาก็ดี จะพิจารณาก็ดี ในเมื่อจิตสงบลงไป ปล่อยวางอารมณ์ที่พิจารณาแล้ว ส่วนใหญ่จิตจะไปรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก ในเมื่อจิตตามรู้ลมหายใจเข้าออก กำหนดรู้ลมหายใจเข้าออกอยู่เป็นปกติ จิตเอาลมหายใจเป็นสิ่งรู้ สติเอาลมหายใจเป็นสิ่งระลึก ลมหายใจเข้าออกเป็นไปตามปกติของร่างกาย เมื่อสติไปจับอยู่ที่ลมหายใจ ลมหายใจก็เป็นฐานที่ตั้งของสติ ลมหายใจเป็นสิ่งเกี่ยวเนื่องด้วยกาย สติไปกำหนดรู้อยู่ที่ลมหายใจเข้าออก จดจ่ออยู่ที่ตรงนั้น วิตกถึงลมหายใจ มีสติรู้พร้อมอยู่ในขณะนั้น จิตก็มีวิตกวิจารอยู่กับลมหายใจ เมื่อจิตสงบลงไป ลมหายใจก็ค่อยละเอียดๆ ลงไปเรื่อยๆ จนกระทั่งในที่สุดลมหายใจก็หายขาดไป เมื่อลมหายใจหายขาดไปจากความรู้สึก ร่างกายที่ปรากฏว่ามีอยู่ก็พลอยหายไปด้วย ในเมื่อเป็นเช่นนั้น ถ้าหากว่าลมหายใจยังไม่หายขาดไปกายก็ยังปรากฏอยู่ เมื่อจิตตามลมหายใจเข้าไปข้างใน จิตจะไปสงบนิ่งอยู่ท่ามกลางของกาย แล้วก็แผ่รัศมีออกมารู้ทั่วทั้งกาย จิตสามารถที่จะมองเห็นอวัยวะต่างๆ ภายในร่างกายได้หมดทั้งตัว เพราะลมย่อมวิ่งเข้าไปที่ส่วนต่างๆ ของร่างกาย ลมวิ่งไปถึงไหนจิตก็รู้ไปถึงนั่น ตั้งแต่หัวจรดเท้า ตั้งแต่เท้าจรดหัว ตั้งแต่แขนซ้ายแขนขวา ขาขวาขาซ้าย เมื่อจิตตามลมหายใจเข้าไปแล้ว จิตจะรู้ทั่วกายหมด ในขณะใดกายยังปรากฏอยู่ จิตสงบอยู่ สงบนิ่ง รู้สว่างอยู่ในกาย วิตก วิจาร คือจิตรู้อยู่ภายในกาย สติก็รู้พร้อมอยู่ในกาย ในอันดับนั้นปีติและความสุขย่อมบังเกิดขึ้น เมื่อปีติและความสุขบังเกิดขึ้น จิตก็เป็นหนึ่ง นิวรณ์ ๕ กามฉันทะ พยาบาท ถีนมิทธะ อุทธัจจกุกกุจจะ วิจิกิจฉา ก็หายไป จิตกลายเป็นสมถะ มีพลังพอที่จะปราบนิวรณ์ ๕ ให้สงบระงับไป ผู้ภาวนาก็จะมองเห็นผลประโยชน์ในการเจริญสมถกรรมฐาน

นำเราไปยังอุโบสถเลย เพราะเราจะไปตายที่นั่น

…เมื่อออกพรรษาทุกปี หลวงปู่เสาร์จะพาออกธุดงค์ลงไปทางใต้นครจำปาศักดิ์ หลี่ผี ปากเซ ฝั่งประเทศลาว แล้วก็ย้อนกลับมาจำพรรษาที่วัดดอนธาตุอีกทุกปี เมื่อถึงปี พ.ศ.๒๔๘๓ มีอยู่วันหนึ่งตอนบ่าย หลวงปู่เสาร์นั่งสมาธิอยู่ใต้โคนต้นยางใหญ่ พอดีขณะนั้นมีเหยี่ยวตัวหนึ่งได้บินโฉบไปโฉบมา โฉบเอารังผึ้งซึ่งอยู่บนต้นไม้ที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่ รวงผึ้งนั้นได้ขาดตกลงมาใกล้ๆ กับที่หลวงปู่เสาร์นั่งอยู่ ผึ้งได้รุมกัดต่อยหลวงปู่หลายตัว จนท่านถึงกับต้องเข้าไปในมุ้งกลด พวกมันจึงพากันบินหนีไป

ตั้งแต่นั้นมา หลวงปู่เสาร์ก็อาพาธมาโดยตลอด พอออกพรรษาแล้ว หลวงปู่ได้ไปวิเวกทางด้านปากเซ หลี่ผี จำปาศักดิ์ แต่ไปคราวนี้หลวงปู่เสาร์ป่วยหนัก ท่านจึงสั่งให้หลวงปู่บัวพา และคณะศิษย์นำท่านกลับมาที่วัดอำมาตย์ นครจำปาศักดิ์ ประเทศลาว โดยมาทางเรือ ตั้งแต่เช้าจนถึงค่ำ ท่านนอนบนแคร่ในเรือประทุน หลวงปู่เสาร์หลับตานิ่งมาตลอด เพราะตอนนั้นท่านกำลังอาพาธหนัก อันเกิดจากผึ้งที่ได้ต่อยท่านตอนที่อยู่จำพรรษาที่วัดดอนธาตุ เมื่อถึงนครจำปาศักดิ์แล้ว ท่านลืมตาขึ้นพูดว่า “ถึงแล้วใช่ไหม ให้นำเราไปยังอุโบสถเลย เพราะเราจะไปตายที่นั่น”

หลวงปู่บัวพาจึงได้นำหลวงปู่เสาร์เข้าไปในอุโบสถ แล้วหลวงปู่เสาร์สั่งให้เอาผ้าสังฆาฏิมาใส่ แล้วเตรียมตัวเข้านั่งสมาธิ ท่านกราบพระ ๓ ครั้ง พอกราบครั้งที่ ๓ ท่านนิ่งงันโดยไม่ขยับเขยื้อน นานเท่านานจนผิดสังเกต หลวงปู่บัวพา และหลวงปู่เจี๊ยะ จนฺโท ซึ่งนั่งอยู่ข้างๆ เอามือมาแตะที่จมูกท่าน ปรากฏว่าท่านหมดลมหายใจแล้ว ไม่ทราบว่าหลวงปู่เสาร์ท่านมรณภาพไปเวลาใด แต่พอสันนิษฐานได้ว่า ท่านมรณภาพในอิริยาบถนั่งกราบ ท่านจึงพูดขึ้นกับหมู่คณะ (ซึ่งตอนนั้นมีพระเถระผู้ใหญ่ และพระเณรมานั่งดูอาการป่วยของหลวงปู่เสาร์) ว่า “หลวงปู่ได้มรณภาพแล้ว”

ข่าวการมรณภาพ ก็แพร่กระจายไปเรื่อยๆ จนทางบ้านเมือง ญาติโยม พระเณร ชาวนครจำปาศักดิ์ขอทำบุญอยู่ ๓ วัน เพื่อบูชาคุณขององค์หลวงปู่ พอวันที่ ๔ บรรดาพระเถระ ญาติโยมชาวอุบลฯ จึงได้มาอัญเชิญศพขององค์หลวงปู่ไปวัดบูรพาราม จังหวัดอุบลฯ ซึ่งเป็นวัดที่หลวงปู่เสาร์เคยอยู่มาก่อน ปีที่หลวงปู่เสาร์มรณภาพคือปี พ.ศ.๒๔๘๔ (วันที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๔ อายุ ๘๒ ปี ๓ เดือน ๑ วัน)

ออกพรรษาแล้ว ปี พ.ศ.๒๔๘๖ จึงได้จัดพิธีถวายเพลิงศพของหลวงปู่เสาร์ กนฺตสีโล ในงานนี้หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้มาเป็นประธาน แต่ผู้ดำเนินงานคือพระอาจารย์สิงห์ ขนฺตยาคโม ในวันถวายเพลิงศพนอกจากศพของหลวงปู่เสาร์แล้ว ยังมีพระเถระผู้ใหญ่อีก ๓ รูป ที่มีการฌาปนกิจในวันเดียวกันคือ ๑. ท่านเจ้าคุณพระศาสนดิลก (เสน ชิตโสโน) ๒. พระมหารัฐ รฏฐปาโล ๓. พระครูวิโรจน์รัตโนบล (บุญรอด นนฺตโร) รวมเป็น ๔ กับองค์หลวงปู่เสาร์ วันเช่นนี้นี่จึงเป็นวันที่มีการสูญเสียอย่างยิ่งใหญ่ของชาวจังหวัด อุบลราชธานี

แต่นี้จะไกลห่าง เหลือเพียงร่างร้างชีวา
สุดสิ้นแห่งสังขาร สลายลับดับตามกาล
สิ้นชีพก็สิ้นห่วง บรรลุล่วงห้วงนิพพาน
สุขใดไหนจักปาน เปรียบสุขนี้ไม่มีเลย…

พระครูภาวนาภิรัต – หลวงปู่สังข์ สงฺกิจฺโจ

กันยายน 7, 2009

พระครูภาวนาภิรัต (หลวงปู่สังข์ สงฺกิจฺโจ)
(๒๔๗๓-ปัจจุบัน)
วัดป่าอาจารย์ตื้อ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่

นามเดิม

สังข์ คะลีล้วน

เกิด

วันที่ ๒๔ กันยายน พ.ศ. ๒๔๗๓

บ้านเกิด

บ้านข่า อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม

บิดามารดา

นายเฮ้า และ นางลับ คะลีล้วน

พี่น้อง

มีพี่ชายติดโยมบิดา ๑ คน มีพี่ชายติดโยมมารดา ๑ คน มีพี่น้องร่วมท้องเดียวกันจำนวน ๔ คน

ท่านเป็นลูกชายคนที่ ๑

บรรพชา

อายุ ๑๘ ปี ณ พัทธสีมา วัดศรีเทพประดิษฐาราม โดยมี พระสารภาณมุนี (จันทร์ เขมิโย) เป็นพระอุปัชฌาย์

(ต่อมาได้เลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระเทพสิทธาจารย์)

อุปสมบท

พ.ศ. ๒๔๙๓ อายุ ๒๐ ปี บริบูรณ์ ณ พัทธสีวัดป่าบ้านสามผง อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม

โดย มีพระอาจารย์เกิ่ง อธิมุตฺตโก เป็นพระอุปัชฌาย์ พระทัด เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอาจารย์บุญส่ง โสปโก เป็นพระอนุสาวนาจารย์

เรื่องราวในชีวิต

ท่านเรียนจบชั้นประถมศึกษาปีที่ ๔ ซึ่งถือว่าสูงสุดในสมัยนั้น เมื่ออายุได้ ๑๘ ปี

บรรพชา เสร็จก็กลับมาจำพรรษาที่วัดอรัญญวิเวกบ้านข่า ซึ่งเป็นบ้านเกิด เมื่อครั้งเป็นสามเณร หลวงปู่มั่น ภูริทตฺโต ได้มาพำนักที่วัดป่าบ้านหนองผือนาใน ท่านก็ได้มีโอกาส ได้ไปรับฟังพระธรรมเทศนาจากหลวงปู่มั่นโดยตรง แต่ยังไม่ค่อยเข้าใจเพราะยังเป็นเด็กอยู่ ท่านเป็สามเณรอยู่สามปี สามนักธรรมชั้นตรี – โท ได้จากสนามสอบวัดศรีชมชื่น ซึ่งเป็นวัดบ้าน เพราะยุคนั้นสนามสอบของคณะธรรมยุตยังไม่มี
ท่านได้ออกติดตามหาหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ซึ่งมีศักดิ์เป็นญาติทางยาย คือปู่ของหลวงปู่ตื้อ เป็นพี่ชายของคุณยายของท่านได้ยินแต่กิตติศัพท์ของหลวงปู่ตื้อมานาน แต่ไม่เคยเห็นตัวจริงมาก่อนเลย จึงอยากจะออกติดตามหาหลวงปู่ตื้อ มีพระและญาติโยมขึ้นมาเชียงใหม่เป็นครั้งแรก โดยมีพี่ชายของหลวงปู่ตื้อ มีพระและญาติโยมตามมาด้วยซึ่งเมื่อถึงจังหวัดเชียงใหม่แล้ว ก็เข้าพักที่จังหวัดเชียงใหม่ก่อน ได้ยินว่าหลวงปู่ตื้อจำพรรษาอยู่ที่วัดป่าดาราภิรมย์ จึงตามไปพบท่านที่วัดป่าดาราภิรมย์ เมื่อได้พบหลวงปู่ตื้อแล้ว ก็พักอยู่ที่วัดป่าดาราภิรมย์ระยะหนึ่งจึงเดินทางกลับบ้านเกิด
พ.ศ.๒๔๙๓ เมื่ออุปสมบทแล้ว ก็อยู่จำพรรษาที่วัดป่าบ้านสามผงกับพระอุปัชฌาย์เป็นเวลา ๕ ปี ท่านสอบนักธรรมชั้นเอกได้ที่วัดป่าบ้านสามผงแห่งนี้ แล้วทำหน้าที่เป็นครูสอนนักธรรมช่วยพระอุปัชฌาย์ จากนั้นปี พ.ศ. ๒๔๙๙ ท่านจึงออกเดินทางขึ้นเหนือเพื่อมาอยู่กับหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม ที่วัดป่าดาราภิรมย์ อำเภอแม่ริม จังหวัดเชียงใหม่ ที่นี่ท่านได้เรียนบาลีไวยากรณ์กับพระมหามณี พยอมยงค์ จนจบชั้นหนึ่ง สอบได้แล้วจึงหยุดเรียน เพราะจิตใจใฝ่ในทางธุดงค์มากกว่าท่านจึงได้ออกวิเวกแถบจังหวัดเชียงราย โดยมี พระอาจารย์ไท ฐานุตฺตโม เป็นสหธรรมิก เที่ยววิเวกไปด้วยกัน ได้พบพระอาจารย์มหาทองอินทร์ กุสลจิตฺโต ที่วัดถ้ำผาจรุย อำเภอป่าแดด จังหวัดเชียงราย
หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม สร้างวัดป่าสามัคคีธรรมซึ่งต่อมาได้เปลี่ยนชื่อเป็นวัดป่าอาจารย์ตื้อ อำเภอแม่แตง จังหวัดเชียงใหม่ เมื่อปี พ.ศ. ๒๕๐๙ ท่านได้กลับจากเที่ยววิเวกมาจำพรรษากลับหลวงปู่ตื้อที่วัดป่าอาจารย์ตื้อ ได้พัฒนาและบูรณะวัดนี้มาตลอด ในปี พ.ศ.๒๕๒๓ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดป่าอาจารย์ตื้ออย่างเป็นทางการ ได้สร้างอุโบสถหนึ่งหลัง ในปี พ.ศ. ๒๕๓๘ ได้รับพระราชสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นโทฝ่ายวิปัสสนาธุระที่พระครู ภาวนาภิรัต ท่านจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้มาเป็นเวลากว่า ๔๐ ปีแล้ว ปัจจุบันอายุ ๗๘ ปี พรรษา ๕๘ (พ.ศ. ๒๕๕๐)
ข้อมูลพิเศษ

ท่านเป็นหลานของหลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม เป็นประธานในการก่อสร้างอาคารพิพิธภัณฑ์หลวงปู่ตื้อ อจลธมฺโม

ที่วัดอรัญญวิเวก บ้านข่า อำเภอศรีสงคราม จังหวัดนครพนม
ธรรมโอวาท

“… สร้างบุญสร้างกุศลก็มีความสุข สมบัติของเราย่อมได้ มนุษย์สมบัติอาศัยความสุขด้วยศีลธรรม ทิพพสัมบัติ นิพพานสมบัติ เราทำเราไม่ต้องสงสัย สงสัยอะไรละ ก็จิตเรามีนี่ อื้อลงในจิตอันเดียวให้รู้จักนะ จิตนี้ขันธ์ห้ามันหุ้มอยู่ รูป เวทนา สัญญา สังขาร วิญญาน ตัววิญญาณ มันหุ้มจิตอยู่นะ มันก็หุ้มออกมา สัญญามันก็หุ้มจิตอยู่นั่นแหละ สัญญามันรู้รอบทิศ เรามีหูมีตารอบทิศนะ รูป เสียง กลิ่น รส ก็รู้ทิศอยู่ เนี่ยะเข้าใจนะ ความจำก็ออกมา เวทนา สุข ทุกข์ มันก็รอบจิตเราอยู่ คือขันธ์ห้านี่แหละ เข้าใจนะ แต่ว่าวิญญาณนี่ มาทางนี้มันมีความรู้สึกรอบขันธ์ห้าอยู่ ที่นี้ถ้าเราจะรับทาน มันก็อยู่ที่จิต ถ้าเราจะรับศีลมันก็อยู่ที่จิต จิตอันเดียวนะ พุทโธๆ ๆ รู้จิตเรานะ ให้ศึกษาจิต แต่ว่าถ้าจะรับศีลห้านี้เป็นกิริยาคือ ห้าข้อ จิตอันเดียวรับเอา เท่านี้แหละ ถ้าเราอยากจะรู้ว่า ห้าข้อนั้น จิตอันเดียวก็เราตั้งหลักหนึ่งซะ ข้อหนึ่งคืออะไร ข้อสองคืออะไร ข้อสามคืออะไร ให้ภาวนาเดี๋ยวเกิดปัญญาขึ้นมา เดี๋ยวเกิดสติในหลักนั้นขึ้นมา ก็จิตนั่นหละรู้แจ้งด้วยศีลนั้น ศีลก็อยู่ที่จิตอันเดียว ที่เรารู้ก็มีห้าข้อ แต่เมื่อสงบแล้วก็ลงสู่จิตอันเดียวเป็นพลังนั่นนะ เข้าใจนะ ถ้าบุญกิริยาสิบ ก็เป็นกิริยา คือเราจะต้องทำในอาการกิริยาลักษณะนั้นในจิต แต่ว่าจิตนั้นรับเอา ๑๐ อย่าง เราก็นับเอามันอยู่ในจิตนั่นแหละ นับเอาเถอะ เนี่ยะมันเป็นบ่อเกิดนะ นับเอาหลักมัน นึก ทานคืออะไร นึกศีลคืออะไร ตามลำดับ อนุโลม ปฏิโลม อย่างนี้ว่าหลักการภาวนาทางในๆ อันนี้เป็นจิตตภาวนา แต่ถ้าเราจะเอาคุณธรรมที่นั้น แต่ถ้าเราเอาไว้ในจิต เราจะลดมาดูขันธ์ห้าเรา รูปเวทนา สัญญา ก็ยิ่งใกล้อันนี้ ถ้ามาดูรูปก็ท่านบัญญัติไว้ว่า เกษา โลมา ถ้าจะดูรูปธรรมท่านว่า อาการ ๓๒ รู้ได้ใกล้ๆ นี่ อันนั้นเป็นธรรมนะ ถ้าจะดูบารมีธรรมก็เอ้าดูจิตเราอดอะไรได้บ้างนะ มันก็อยู่ที่ความสามารถของเราจะอดได้แค่นั้น แต่สร้างขึ้นไปมันก็มากขึ้นๆ เข้าใจบ่ ให้ภาวนาให้รู้จิตนะ ดังนั้น เราจิตมันมาก มันก็มากเป็นกิริยานั่นหละ มันก็ ถ้าศีลห้า ถ้าคิดตามห้า มันก็ห้าคิดนั่นหละ มันก็จิตอันเดียวนั่นแหละ แต่เราไม่มีสติ เพิ่นก็เลยบัญญัติว่าจิตที่เป็นกุศลห้าดวงซะ คิดไปตามอาการนั้น เข้าใจบ่ น่ะ ถึงร้อยดวงพันดวงก็คิดไปตามในเรื่องที่เป็นกุศล แต่ที่เป็นอกุศลก็บัญญัติไว้หลายดวงเหมือนกันแต่จิตอันเดียว แต่ไปตามกิริยาทั้งนั้น เท่านั้นแหละ ให้รู้ เมื่อรู้แล้วก็รวมอยู่ที่จิต…”

พระครูพิพัฒน์สิริธร – คง สิริมโต

กันยายน 7, 2009

ประวัติ พระครูพิพัฒน์สิริธร (คง สิริมโต)
อดีตเจ้าอาวาสวัดบ้านสวน และเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือ
อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง

ชาติภูมิ
พระ ครูพิพัฒน์สิริธร นามเดิมว่า คง นามสกุล มากหนู ได้ถือกำเนิดเมื่อวันพุธ ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือนยี่ ปีขาล ตรงกับวันที่ ๗ มกราคม ๒๔๔๕ จ.ศ. ๑๒๖๔ ร.ศ. ๑๒๑ ณ บ้านทุ่งสำโรง หมู่ที่ ๘ ตำบลนาขยาด อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง เป็นบุตรของนายสง มากหนู และนางแย้ม มากหนู มีพี่น้องท้องเดียวกัน ๔ คน คือ
๑. นายปลอด มากหนู
๒. นายกล่ำ มากหนู
๓. นายกราย มากหนู
๔. พระครูพิพัฒน์สิริธร

ปฐมวัย

บิดา มารดาได้ถึงแก่กรรมเมื่อเด็กชายคงยังอยู่ในวัยเยาว์ จึงตกอยู่ในอุปการะของนายชูและนางแก้ว เกตุนุ้ย ผู้เป็นญาติ เมื่อมีอายุพอสมควรแล้ว นายชูได้นำมาฝากกับพระครูสิทธยาภิรัต (เอียด ปทุมมฺมสโร) ซึ่งเป็นเจ้าอาวาสวัดดอนศาลา และเป็นเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนืออยู่ในขณะนั้น เพื่อให้ศึกษาอักษรสมัย ในระยะแรกได้ศึกษาเล่าเรียนจากพระครูสิทธยาภิรัตโดยตรง ต่อมาเมื่อทางวัดได้จัดตั้งโรงเรียนของวัดจนจบชั้นสูงสุดของการศึกษาสมัย นั้น เมื่อ พ.ศ. ๒๔๖๒

บรรพชาอุปสมบท

เมื่อเด็กชายคง มีอายุได้ ๒๐ ปี มีความเลื่อมใสในพระพุทธศาสนา จึงได้บรรพชาเป็นสามเณร ณ วัดสุนทรวาส ตำบลปันแต อำเภอควนขนุน เมื่อวันจันทร์ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๘ ปีจอ ตรงกับวันที่ ๓ กรกฏาคม ๒๔๖๕ โดยมีพระครูกาชาด (แก้ว) วัดพิกุลทอง ตำบลชะมวง อำเภอควนขนุน เป็นอุปัชฌาย์ พระครูสิทธยาภิรัต (เอียด ปทุมสโร) วัดดอนศาลาเป็นพระศีลาจารย์ เมื่อบรรพชาแล้วได้กลับไปอยู่วัดดอนศาลากับพระครูสิทธยาภิรัตผู้เป็นอาจารย์ และในปีต่อมาก็ได้รับการอุปสมบท เมื่อวันพฤหัสบดีขึ้น ๙ ค่ำ เดือน ๘ ปีกุน ตรงกับวันที่ ๒๑ มิถุนายน ๒๔๖๖ ณ วัดดอนศาลา โดยมีพระครูกาชาด (แก้ว) วัดพิกุลทอง เป็นอุปัชฌาย์ พระอธิการหนู วัดเกาะยาง ตำบลนาขยาด เป็นกรรมวาจาจารย์ ได้รับฉายาว่า “สิริมโต” และคงอยู่ที่วัดดอนศาลาตามเดิม
เมื่อ อุปสมบทแล้ว พระคง สิริมโต ได้ไปศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมที่วัดพิกุลทอง จนสอบนักธรรมตรีได้ในปีนั้น ท่านตั้งใจที่จะศึกษาให้จบหลักสูตรนักธรรม แต่เนื่องจากท่านมีสุขภาพไม่ดี มักจะเจ็บป่วยอยู่เสมอ ประกอบกับในสมัยนั้นการหาครูสอนพระปริยัติธรรม มิใช่หาง่ายนัก จึงเป็นอุปสรรคต่อการศึกษาของท่าน
นอกจากท่านศึกษาเล่าเรียนพระ ปริยัติธรรมแล้ว ท่านใสใจศึกษาวิชาทางด้านไสยศาสตร์อีกด้วย และท่านก็ได้ศึกษาจากพระครูสิทธยาภิรัต (อาจารย์เอียด) ผู้เป็นอาจารย์ของท่านเอง ท่านได้รับการถ่ายทอดวิชาแขนงนี้จากอาจารย์ของท่านจนมีความรู้แตกฉาน แต่ท่านไม่พอใจอยู่แค่นั้น ได้พยายามศึกษาเพิ่มเติมจากตำรับตำราไสยศาสตร์ของท่านอาจารย์เฒ่าวัดเขาอ้อ ซึ่งเป็นสำนักที่มีชื่อเสียงโด่งดังที่สุดในวิชาไสยศาสตร์สมัยนั้น ท่านได้ศึกษาจนมีความรู้แตกฉานและทรงวิทยคุณในวิชาแขนงนี้ จนในระยะหลัง ต่อมาท่านได้เป็นที่รู้จักและเคารพนับถือจากประชาชนทั่วไปทั้งในจังหวัด พัทลุง และจังหวัดอื่น ๆ มีลูกศิษย์ลูกหาอยู่ทั่วไป และต่างก็เรียกนามท่านว่าอาจารย์คงบ้าง หลวงพ่อคงบ้าง แม้ในสมัยหลัง ที่ท่านได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูพิพัฒน์สิริธรแล้วประชาชนทั่วไปรวมทั้งลูก ศิษย์ของท่าน ก็ยังเรียกท่านว่า อาจารย์คง หรือหลวงพ่อคงอยู่เช่นเดิม แทบจะไม่ได้ยินเรียกจากปากผู้ใดว่า ท่านพระครูพิพัฒน์สิริธร เลย
ในระยะ ที่บ้านเมืองกำลังอยู่ในสภาพไม่สงบสุขจากผู้ก่อการร้ายในภาคต่าง ๆ ของประเทศ ท่านกับอาจารย์ชุม ไชยคีรี ได้ร่วมกันสร้างพระเครื่องของวัดบ้านสวนขึ้นจำนวนหนึ่ง ประกอบพิธีทั้งพุทธภิเษก และปลุกเสกด้วยตัวท่านเองเมื่อเดือนเมษายน ๒๕๑๑ แล้วนำแจกจ่ายบำรุงขวัญแก่ ทหาร ตำรวจ ข้าราชการ และประชาชนผู้ปฏิบัติหน้าที่เสี่ยงภัยอันตรายอยู่ในแดนที่มีผู้ก่อการร้าย ในจังหวัดภาคใต้ และภาคเหนือโดยท่านกับอาจารย์ชุม ไชยคีรี เดินทางไปแจกจ่ายด้วยตัวเอง และพระเครื่องอีกจำนวนหนึ่งได้นำขึ้นทูลเกล้าฯ ถวายพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวเพื่อพระราชทานแก่ ทหาร ตำรวจ หน่วยต่าง ๆ ต่อไป

สมณศักดิ์ และหน้าที่ทางคณะสงฆ์

พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้รับแต่งตั้งให้เป็นผู้รักษาการแทนเจ้าอาวาสวัดบ้านสวน อำเภอควนขนุน
พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระใบฎีกา ฐานานุกรม ในพระครูกัลยาณปรากรมนิวิฎฐ์ เจ้าคณะอำเภอควนขนุน
พ.ศ. ๒๔๘๗ รับแต่งตั้งให้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านสวน
พ.ศ. ๒๔๙๑ ได้เลื่อนสมณศักดิ์จากพระใบฎีกาเป็นพระครูชั้นประทวน คือ พระครูคง สิริมโต
พ. ศ. ๒๔๙๒ เนื่องจากพระครูสิทธยาภิรัต เจ้าอาวาสวัดดอนศาลา และเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือได้มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๓ ธันวาคม ๒๔๙๑ เจ้าคณะอำเภอควนขนุน จึงมอบหมายให้ท่านรักษาการแทนเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือ
พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะตำบลมะกอกเหนือ และท่านดำรงตำแหน่งนี้จนถึงมรณภาพ
พ. ศ. ๒๔๙๖ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะ ในเขตตำบลมะกอกเหนือ และยังได้รับมอบหมายจากเจ้าคณะอำเภอให้เป็นพระอุปัชฌายะในตำบลใกล้เคียง เช่น ตำบลปันแต เป็นต้น ตามบันทึกหลักฐานปรากฎว่า ตั้งแต่ท่านได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌายะ ท่านได้ให้บรรพชาอุปสมบทครั้งแรกเมื่อวันที่ ๑ กรกฎาคม ๒๔๙๖ และครั้งสุดท้ายเมื่อวันที่ ๑๘ กันยายน ๒๕๑๗ ก่อนหน้าที่ท่านจะมรณภาพเพียง ๕ วัน รวมเวลาที่ท่านได้เป็นอุปัชฌายะ ๒๒ ปี ได้ให้บรรพชาอุปสมบทแก่กุลบุตรเป็นจำนวนทั้งสิ้น ๒,๓๘๗ รูป ปัจจุบันนี้ ลัทธิวิหาริกของท่านก็ยังอยู่ในสมณเพศ จำนวนประมาณ ๓๐ รูปเศษ ได้รับสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตร พระครูประทวน เป็นพระสังฆาธิการและเป็นมหาเปรียญก็มีมาก
พ.ศ. ๒๕๐๐ ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครูพิพัฒน์สิริธร ซึ่งเป็นพระครูสัญญาบัตรเมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๐ และท่านดำรงอยู่ในสมณศักดิ์นี้จนถึงวันมรณภาพ

การพัฒนาวัด และบำเพ็ญสาธารณประโยชน์

เมื่อ วัดบ้านสวน อำเภอควนขนุนได้ว่างเจ้าอาวาสปกครองวัด ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันไปขอพระสงฆ์มาเป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านสวนจากพระครูสิทธยา ภิรัต วัดดอนศาลาซึ่งเป็นเจ้าคณะตำบล ขณะนั้นที่วัดดอนศาลามีพระสงฆ์ที่มีวัยวุฒิและคุณวุฒิพอจะส่งไปเป็นเจ้า อาวาสอยู่หลายรูป แต่พระครูสิทธยาภิรัตประสงค์จะให้ชาวบ้านเป็นผู้เลือกเอง ชาวบ้านจึงพร้อมใจกันขอพระคง สิริมโต ไปเป็นเจ้าอาวาส ทั้งนี้เพราะพระคงมีอุปนิสัยใจคอเยือกเย็น มีอัธยาศัยดี มีบุคลิกลักษณะเหมาะสม เป็นผู้เอางานเอาการ สามารถที่จะพัฒนาวัดให้เจริญได้ ประกอบกับพระคงเป็นผู้เคร่งครัดในการปฏิบัติพระธรรมวินัย จนเป็นที่เคารพนับถือของชาวบ้านมาก่อน ดั้งนั้นพระครูสิทธยาภิรัต เจ้าคณะตำบลจึงแต่งตั้งให้พระคง สิริมโต ไปรักษาการในตำแหน่งเจ้าอาวาสวัดบ้านสวนตามความประสงค์ของชาวบ้าน
เมื่อ พระคง สิริมโต ได้มาปกครองวัดบ้านสวนแล้วท่านก็ได้เริ่มงานพัฒนาวัดทันที โดยอาศัยความร่วมมือร่วมใจของชาวบ้าน ตั้งแต่ท่านได้เข้ามาปกครองวัดบ้านสวน เมื่อ พ.ศ. ๒๔๗๕ จนถึงวันท่านมรณภาพ เป็นเวลา ๔๓ ปี ท่านได้พัฒนาวัดและบำเพ็ญสาธารณประโยชน์ต่าง ๆ เป็นจำนวนมาก ไม่สามารถที่จะนำมากล่าวไว้ในที่นี้ได้หมด จะขอนำผลงานของท่านเฉพาะที่ควรจะพูดถึงมากล่าวไว้เป็นบางส่วน คือ

ผลงานของพระครูพิพัฒน์สิริธร (หลวงพ่อคง)

๑. พ.ศ. ๒๔๗๕ ได้จัดให้มีการศักษาหนังสือไทยแก่เด็กชาวบ้านขึ้นในวัด โดยอาศัยศาลาโรงธรรมของวัดเป็นสถานที่ศึกษา แทนโรงเรียน ให้พระสงฆ์ทำหน้าที่เป็นครูสอนสมัยนั้นเรียกว่า โรงเรียนวัด การศึกษาได้เจริญเป็นลำดับมาจนภายหลังได้ก่อสร้างเป็นโรงเรียน และยกฐานะจากโรงเรียนวัดเป็นโรงเรียนประชาบาล มีชื่อว่า โรงเรียนประชาบาลตำบลมะกอกเหนือ ๒ (วัดบ้านสวนคงวิทยาคาร) และการศึกษาได้เจริญก้าวหน้ามาเป็นลำดับจนปัจจุบันนี้ได้เปิดสอนตั้งแต่ชั้น ป.๑ ถึง ป.๖ จึงนับได้ว่าท่านเป็นผู้เริ่มแรกในการจัดตั้งโรงเรียนของวัดบ้านสวน เพื่อการศึกษาของเด็ก ๆ ลูกชาวบ้านแถบนั้น
๒. พ.ศ. ๒๔๗๗ ได้จัดตั้งสำนักเรียนสอนพระปริยัติธรรมขึ้นซึ่งในชั้นแรกท่านทำหน้าที่เป็น ผู้สอน เพราะสมัยนั้นหาครูสอนพระปริยัติธรรมยากมาก ระยะหลังต่อมาเมื่อได้ครูสอนแล้วท่านจึงหยุดสอน การศึกษาพระปริยัติธรรมของสำนักวัดนี้ได้เจริญรุ่งเรืองมาจนถึงปัจจุบันนี้ ภิกษุสามเณรที่ได้รับการศึกษาอยู่ในสำนักวัดนี้แล้วได้ออกไปศึกษาต่อที่ กรุงเทพมหานครบ้าง ที่จังหวัดอื่นบ้างจนเป็นมหาเปรียญก็มีมาก และที่เป็นพระราชาคณะก็มี เช่น พระศรีวิสุทธิเวที (จันทร์ กิจฺจสาโร ป.ธ. ๙) รองเจ้าอาวาสวัดพิชยญาติการาม เขตธนบุรี เป็นต้น
๓. พ.ศ. ๒๔๗๙ มีภิกษุสามเณรมาอยู่ที่วัดบ้านสวนมากขึ้น ที่อยู่อาศัยไม่เพียงพอ ท่านจึงจัดสร้างกุฏิขึ้น ๑ หลังมี๓ห้องสำหรับให้พระเณรอยู่อาศัยตลอดมา
๔. พ.ศ. ๒๔๘๒ ได้จัดสร้างกุฏิขึ้นอีก ๑ หลัง โดยความร่วมมือร่วมแรงของชาวบ้านช่วยกันสร้าง
๕. พ.ศ. ๒๔๘๔ ได้ดำเนินการก่อสร้างโรงเรียนสำหรับเด็กศึกษาเล่าเรียน ๑ หลัง ตามแบบก่อสร้างของกระทรวงศึกษาธิการ ขนาดโรงเรียน ๘ x ๒๔ เมตร การจัดสร้างโรงเรียนหลังนี้ ท่านได้ดำเนินการจัดหาวัสดุมาก่อสร้างเอง เริ่มตั้งแต่ขออนุญาตทางราชการตัดไม่ในป่ามาเลี่อยเป็นแผ่นกระดาน สำหรับทำพื้นและฝา โรงเรียนนี้เดิมชื่อโรงเรียนประชาบาลตำบลมะกอกเหนือ ๒ (วัดบ้านสวนคงวิทยาคาร) ภายหลังได้เปลี่ยนชื่อใหม่ว่าโรงเรียนบ้านสวน (คงวิทยาคาร)
๖. พ.ศ. ๒๔๘๖ ได้จัดหาทุนสร้างโต๊ะ เก้าอี้สำหรับครู ๒ ชุด โต๊ะและม้านั่งนักเรียน ๓๐ ชุด กระดานดำ ๓ แผ่น มอบให้เป็นสมบัติของโรงเรียนวัดบ้านสวน
๗. พ.ศ. ๒๔๘๘ ได้จัดสร้างกุฏิสำหรับพระเณรอาศัยอีก ๑ หลัง เป็นกุฏิไม้ใต้ถุน
๘. พ.ศ. ๒๔๙๐ ท่านได้พิจารณาเห็นว่า การศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรมแผนกนักธรรมของสำนักวัดบ้านสวนเจริญขึ้นมาก มีภิกษุสามเณรมาศึกษามากขึ้นตามลำดับ สถานที่เดิมคับแคบไม่เพียงพอ ท่านจึงจัดสร้างโรงเรียนพระปริยัติธรรมขึ้น ๑ หลัง เป็นอาคาร ๒ ชั้น ขนาด ๖ x ๑๒ เมตร และใช้เป็นที่ศึกษาเล่าเรียนของภิกษุสามเณรมาจนถึงปัจจุบัน
๙. พ.ศ. ๒๔๙๒ ได้สร้างกุฏิขึ้นอีก ๑ หลัง ขนาด ๖ x ๑๒ เมตร เป็นกุฏิไม้ใต้ถุนสูง
๑๐. พ.ศ. ๒๔๙๓ ได้สร้างบ่อน้ำเพิ่มขึ้นอีก ๑ บ่อ จากเดิมซึ่งมีเพียงบ่อเดียว เพื่อสาธารณประโยชน์ทั้งวัดและชาวบ้านได้ใช้อาศัยในฤดูแล้ง
๑๑. พ.ศ. ๒๔๙๔ ได้จัดสร้างถนนเข้าสู่วัด จากถนนใหญ่สายควนขนุน – ปากคลอง โดยความร่วมมือร่วมแรงของชาวบ้านช่วยกันทำ ถนนนี้ได้ทำพร้อมกัน ๒ สาย คือ สายทางทิศตะวันออก และสายทางทิศตะวันตกของวัด ระยะทางยาวสายละประมาณ ๔๐๐ เมตร
๑๒. พ.ศ. ๒๔๙๖ ท่านได้ชักชวนประชาชนและชาวบ้านในแถบใกล้วัดตัดสร้างถนนจากวัดบ้านสวน ๒ สาย สายแรกตัดไปทางทิศใต้ผ่านหมู่บ้านที่ ๖ ที่ ๕ ตำบลมะกอกเหนือไปสู่วัดแจ้ง (คอกวัว) ตำบลชัยบุรี อำเภอเมือง พัทลุง อีกสายหนึ่งไปทางทิศตะวันตกเฉียงใต้ ผ่านหมู่ที่ ๖ ตำบลมะกอกเหนือ เข้าหมู่บ้านที่ ๓ ตำบลโตนดด้วน
๑๓. พ.ศ. ๒๔๙๗ ได้จัดสร้างกุฏิขึ้นอีก ๑ หลัง ขนาด ๒ x ๙ เมตร เป็นกุฏิ ๒ ชั้น แบบครึ่งตึกขึ้นไม้ ความประสงค์เพื่อเป็นกุฏิสำหรับเจ้าอาวาส และท่านได้อยู่อาศัยที่กุฏิหลังนี้ตลอดมาจนถึงมรณภาพ
๑๔. พ.ศ. ๒๔๙๘ พระพุทธิธรรมธาดา เจ้าคณะอำเภอควนขนุนได้ชักชวนท่านไปจำพรรษาที่วัดมหาธาตุ กรุงเทพ เพื่อฝึกอบรมวิปัสสนากัมมัฏฐาน ท่านไปจำพรรษาอยู่ที่วัดมหาธาตุ พร้อมกับท่านเจ้าคุณพระพุทธิธรรมธาดา ๑ พรรษา ออกพรรษาแล้วท่านเดินทางกลับวัดบ้านสวน และนำความรู้ที่ได้รับมาเปิดสอนอบรมวิปัสสนากัมมัฏฐานแก่ชาวบ้าน ปรากฎว่ามีอุบาสก อุบาสิกา ได้มารับการฝึกอบรมกันหลายคนและท่านเป็นผู้สอนเอง แต่เนื่องจากท่านมีภาระมากทั้งในด้านการพัฒนาวัด และการบริหารคณะสงฆ์ ไม่ค่อยมีเวลาสอนอบรม จึงทำให้การอบรมต้องงดไปโดยปริยาย เพราะไม่มีผู้ช่วย
๑๕. พ.ศ. ๒๔๙๙ ท่านได้เดินทางไปนมัสการสังเวชนียสถาน ณ ประเทศอินเดีย ได้เดินทางเป็นคณะพร้อมด้วยท่านเจ้าคุณพระพุทธิธรรมธาดาเป็นเวลาเดือนเศษ ตอนขากลับท่านได้นำเอาต้นพระศรีมหาโพธิ์ที่เกิดสืบต่อกันมาจากต้นเดิมมาด้วย ๒ ต้น ท่านได้นำมาปลูกไว้บนไหล่เขาวัดภูเขาทอง อำเภอควนขนุน จังหวัดพัทลุง ๑ ต้น ได้ทำพิธีปลูกเมื่อวันที่ ๘ – ๑๐ กรกฎาคม ๒๕๐๐ ส่วนอีก ๑ ต้น ท่านได้นำไปปลูกไว้ที่วัดในประเทศมาเลเซีย
๑๖. ในคราวที่ศิษยานุศิษย์ ตลอดถึงประชาชนที่เคารพนับถือท่านได้ร่วมใจกันจัดงานทำบุญอายุและฉลองพัดยศ เพื่อแสดงมุทิตาจิตในการที่ท่านได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์เป็นพระครู พิพัฒน์สิริธร เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๐๐ แต่ได้มาจัดงานเมื่อวันที่ ๔-๕ กุมภาพันธ์ ๒๕๐๑ เพื่อจะได้ทำบุญอายุท่านเสียพร้อมกัน ปรากฎว่าคณะศิษย์และผู้ที่เคารพนับถือท่านได้บริจาคเงินให้ท่านจำนวนหนึ่ง แล้วแต่ท่านจะนำไปทำประโยชน์อะไร ท่านปรารภว่าประสงค์จะนำเงินจำนวนนี้สร้างกุฏิถวายไว้กับวัดคูหาสวรรค์ อำเภอเมือง พัทลุง สักหลังหนึ่ง เพื่อเป็นอนุสรณ์ คณะศิษย์และผู้เคารพนับถือท่านก็ยินดีให้การสนับสนุน ท่านจึงสร้างกุฏิชั้นเดียว ขนาด ๕ x ๕ เมตร ถวายไว้กับวัดคูหาสวรรค์ ตั้งชื่อว่า “กุฏิพิพัฒน์อนุสรณ์” และทางวัดก็ได้จัดกุฏิหลังนี้สำหรับเป็นที่พักเจ้าคณะพัทลุง
๑๗. พ.ศ. ๒๕๐๔ ท่านได้จัดสร้างหอระฆังขึ้น ๑ หอ ทุนก่อสร้างประมาณ ๑๖,๐๐๐ บาท โดยนายแพทย์สวัสดิ์และคุณกันยา บุณยะกุล เป็นผู้บริจาคทุนก่อสร้างให้ทั้งหมด
๑๘. พ.ศ. ๒๕๐๕ ท่านได้สร้างถนนขึ้นอีก ๑ สาย จากวัดบ้านสวนไปสู่บ้านไสคำ หมู่ที่ ๑ ตำบลโตนดด้วน ระยะทางประมาณกิโลเมตรครึ่ง
๑๙. พ.ศ. ๒๕๐๖ ท่านพิจารณาเห็นว่า การเข้าวัดบำเพ็ญกุศลของญาติโยมให้คราวเทศกาลต่าง ๆ มีจำนวนมากขึ้น สถานที่ที่เคยใช้เป็นที่ประกอบพิธีเดิมค่อนข้างแคบไป ท่านจึงได้ดำเนินการจัดสร้างศาลาการเปรียญขึ้น ๑ หลัง เป็นลักษณะชั้นเดียวไม่ยกพื้น ขนาด ๑๒ x ๑๒ เมตร สำหรับทายกทายิกาได้ใช้บำเพ็ญกุศล
๒๐. พ.ศ. ในปลายปี ๒๕๐๖ สถานที่ที่เล่าเรียนของโรงเรียนวัดบ้านสวนไม่เพียงพอกับจำนวนนักเรียนที่ เพิ่มขึ้น ท่านจึงได้ดำเนินการจัดสร้างอาคารเรียนขึ้นอีก ๑ หลัง ตามแบบกระทรวงศึกษาธิการขนาด ๘ x ๒๔ เมตร ใช้ทุนก่อสร้าง ๑๒๕,๐๐๐ บาท ได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการ ๓๐,๐๐๐ บาท นอกนั้นได้จากการบริจาคของประชาชน
๒๑. พ.ศ. ๒๕๐๘ ได้จัดสร้างเชิงตะกอนเผาศพพร้อมศาลาสำหรับทำพิธีศพ ๑ หลัง
๒๒. พ.ศ. ๒๕๑๒ ท่านได้ดำเนินการสร้างประปาขึ้นใช้ประจำวัด และโรงเรียนวัดบ้านสวน หอเก็บน้ำถังสูง ๑๐ เมตร จุน้ำประมาณ ๑๒,๐๐๐ ลิตร ใช้เงินค่าก่อสร้างประมาณ ๒๐,๐๐๐ บาท สำหรับท่อประปาได้รับการช่วยเหลือจากอนามัยจังหวัดพัทลุง ช่วยจัดหาและติดตั้งให้จนเสร็จ
ได้สร้างกุฏิสำหรับภิกษุสามเณรขึ้นอีก ๑ หลัง ขนาด ๔ x ๘ ลักษณะชั้นเดียวยกพื้น
๒๓. พ.ศ. ๒๕๑๓ ได้ติดต่อกับการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค จังหวัดพัทลุง ให้ช่วยติดตั้งและเดินสายไฟฟ้าเข้าวัดบ้านสวน ตลอดจนถึงย่านชุมชนในบริเวณใกล้วัดด้วย การไฟฟ้าส่วนภูมิภาคจังหวัดพัทลุงได้ดำเนินการให้เป็นที่เรียบร้อยใช้ทุนใน การสร้างประมาณ ๒๕,๐๐๐ บาท โดยประชาชนในละแวกนั้นได้ให้ความร่วมมือกับท่านช่วยกันออก

และในปี เดียวกันนี้ ท่านพิจารณาเห็นว่า อุโบสถหลังเก่าซึ่งสร้างด้วยไม้ล้วนและสร้างมานานแล้วชำรุดทรุดโทรมเกินที่ จะซ่อมแซมได้ ประกอบกับการสร้างด้วยไม้ แม่จะซ่อมแซมแก้ไขอย่างไร ก็ยังไม่เป็นของถาวร ควรจะสร้างใหม่ด้วยวัสถุที่ถาวร ท่านจึงได้ปรึกษากับอาจารย์ชุม ไชยคีรี ซึ่งเป็นศิษย์ที่ท่านไว้วางใจในกำลังความคิดและความสามารถ และทั้งยังเป็นที่รู้จักและเคารพนับถือของชาวจังหวัดพัทลุงและจังหวัดต่าง ๆ ทุกภาค นอกจากนั้นยังได้ปรึกษากับนายแก้ว พ่วงคง และนายเพ็ง พ่วงคง ซึ่งเป็นช่างก่อสร้างที่มีฝีมือโดยเฉพาะการก่อสร้างในศิลปะแบบไทยทั้งนาย ช่างทั้ง ๒ ดังกล่าวก็ยังเป็นศิษย์ของท่านด้วย เมื่อได้ปรึกษาหารือกันแล้วตกลงเห็นพ้องกันว่า สมควรจะสร้างพระอุโบสถใหม่ โดยมอบหมายให้ท่านพระครูพิพัฒน์สิริธร กับอาจารย์ชุม ไชยคีรี เป็นประธานจัดหาเงินทุนก่อสร้าง นายแก้ว กับนายเพ็ง พ่วงคง เป็นผู้เลือกแบบออกแบบและเป็นผู้ดำเนินการก่อสร้าง เมื่อตกลงกันเรียบร้อยแล้ว ต่างฝ่ายก็ทำหน้าที่ของตนตามที่ได้รับมอบหมาย ท่านพระครูพิพัฒน์สิริธรกับอาจารย์ชุม ไชยคีรี ก็ดำเนินการหาทุนโดยการทำหนังสือ ชักชวนคณะศิษย์และพุทธศาสนิกชนทั่วประเทศช่วยกันบริจาคทรัพย์ตามกำลัง และความสามารถบ้าง ชักชวนคณะศิษย์และพุทธศาสนิกชนจัดกฐินบ้าง ผ้าป่าบ้าง ไปทอดที่วัดบ้านสวน เพื่อรวบรวมเงินทุนขั้นแรกไว้ก่อน ส่วนนายแก้วก็ดำเนินการหาแบบเลือกแบบอุโบสถจากแบบของกรมศิลปกรบ้าง จากแบบพระอุโบสถที่ก่อสร้างแล้วของวัดอื่น ๆ บ้าง เมื่อนำมาพิจารณากันแล้วตกลงออกแบบเป็นพระอุโบสถ ๒ ชั้น ชั้นล่าง ขนาด ๑๘ x ๓๑ เมตร สูง ๓.๕ เมตร ชั้นบนซึ่งเป็นตัวอุโบสถสำหรับทำกิจของสงฆ์ขนาด ๘.๕ x ๒๓ เมตร สำหรับส่วนสูงจากพื้นชั้นล่างถึงฝ้าเพดาน ๑๐ เมตร จากเพดานถึงช่อฟ้า ๙ เมตร หลังคาลด ๓ ลด มุงด้วยกระเบื้องกาบกล้วย โครงสร้างทั้งหมดเป็นคอนกรีตเสริมเหล็ก งบประมาณก่อสร้างประมาณไว้ ๓ ล้านบาท

ความประสงค์ที่ให้สร้างเป็นแบบ ๒ ชั้น ก็เพื่อการประหยัดเท่ากับสร้างพระอุโบสถหลังเดียวจะได้ศาลาการเปรียญ ๑ หลัง หรือโรงเรียนพระปริยัติธรรม ๑ หลังด้วย เพราะชั้นล่างนั้นจะเป็นศาลาการเปรียญ สำหรับประกอบพิธีบุญในคราวมีเทศกาลได้ หรือจะใช้เป็นโรงเรียนหรือที่ประชุมอบรมภิกษุสามเณรก็ได้
เนื่องจากพระ อุโบสถหลังนี้ ต้องใช้เงินทุนก่อสร้างมากกพอสมควร ไม่สามารถที่จะหาเงินทุนคราวเดียวให้เพียงพอจึงดำเนินไปในลักษณะค่อยเป็น ค่อยไป แต่มีนโยบายว่าจะให้เสร็จเร็วที่สุด ทำให้เกิดภาระหนักทางฝ่ายประธานจัดหาทุนเมื่อได้ทุนขั้นแรกพอสมควรแล้วจึง ได้ประกอบพิธีวางศิลาฤกษ์ก่อสร้างเมื่อวันที่ ๙ พฤษภาคม ๒๔๑๓ และประกอบพิธียกช่อฟ้าไปเรียบร้อยแล้วเมื่อเดือนพฤษภาคม ๒๕๑๕ นับแต่เริ่มก่อสร้างมาจนถึงบัดนี้ (พ.ศ. ๒๕๑๓) ได้สิ้นเงินค่าก่อสร้างไปแล้ว ๒ ล้านบาทเศษ แต่พระอุโบสถยังไม่เสร็จเรียบร้อย ยังเหลือรายละเอียด ๆ เช่น ซุ้มประตู หน้าต่าง และลวดลายกนก เป็นต้น ซึ่งเชื่อว่าจะสำเร็จเรียบร้อยในเวลาอันไม่นานนี้ แต่เป็นที่น่าเสียใจเป็นอย่างยิ่งที่ท่านพระครูพิพัฒน์สิริธร ผู้เริ่มต้นดำเนินการก่อสร้างได้มาถึงมรณภาพเสียก่อน ก่อนที่ท่านจะได้เป็นผู้นำพระสงฆ์วัดบ้านสวนลงทำกิจสงฆ์ในพระอุโบสถหลังนี้ เป็นองค์แรก ซึ่งมองเห็นความสำเร็จอยู่ใกล้ ๆ นี่เอง
แม้ท่านจะได้จากคณะ ศิษย์และพุทธศาสนิกชนไปแล้วก็ตาม การก่อสร้างพระอุโบสถหลังนี้จะต้องดำเนินต่อไปจนแล้วเสร็จ เพื่อเป็นอนุสรณ์แก่ท่าน และให้ท่านได้ชื่นชมความสำเร็จในผลงานของท่านโดยทางญาณวิถี

๒๔. พ.ศ. ๒๕๑๖ โรงเรียนวัดบ้านสวน (คงวิทยาคาร) มีนักเรียนเพิ่มมากขึ้น เพราะทางโรงเรียนได้เปิดขยายชั้นเรียนออกไปถึงชั้นประถมศึกษาปีที่ ๖ ซึ่งเดิมเปิดสอนแค่ชั้นประถมปีที ๔ เท่านั้น เป็นเหตุให้อาคารเรียนคับแคบไม่พอกับจำนวนนักเรียน ท่านจึงได้ดำเนินการจัดสร้างอาคารเรียนขึ้นใหม่อีก ๑ หลัง ตามแบบเดิม ขาด ๘ x ๓๒ เมตร ๔ ห้องเรียน รวมค่าก่อสร้าง ๑๓๓,๐๐๐ บาท ในจำนวนนี้ได้รับความช่วยเหลือจากทางราชการ ๘๐,๐๐๐ บาท แต่ขณะที่ก่อสร้างในช่วงหลังกำลังใกล้เสร็จ ท่านก็มาถึงมรณภาพเสียก่อน
๒๕. พ.ศ. ๒๕๑๗ ท่านกำลังดำเนินการก่อสร้างกุฏิขึ้นใหม่อีก ๑ หลัง ลักษณะ ๒ ชั้นขนาด ๗ x ๙ เมตร เป็นแบบเรือนไทย ขณะนี้กำลังดำเนินการก่อสร้างอยู่ การก่อสร้างนี้เป็นรายการสุดท้ายของท่านก่อนถึงวันมรณภาพ

วันมรณภาพ

วัน ที่ ๒๐ กันยายน ๒๕๑๗ พระครูพิพัฒน์สิริธร ได้นำพระภิกษุสามเณรศิษย์วัด และญาติโยมบางคน ทำการปักรั้งขยายเขตระหว่างวัดกับโรงเรียนเสียใหม่ เพื่อให้เหมาะสมกับสถานที่ ขณะกำลังทำงานอยู่นั้นมีฝนตกลงมาประปรายไม่ขาดระยะ ท่านก็ยังนำคณะทำรั้ววัดกลางสายฝนจนสำเร็จ ครูประทีน เดชสง ซึ่งเป็นครูโรงเรียนวัดบ้านสวน และเป็นเลขาของท่านได้ผ่านมาทางวัด เห็นท่านทำงานอยู่กลางฝน ก็เกิดเป็นห่วงเกรงท่านจะเจ็บไข้ขึ้นมา จึงพูดกับท่านว่า “พ่อท่านทำงานกลางฝนนาน ๆ อย่างนี้ไม่กลัวเป็นหวัดหรือ เข้าในที่พักเสียดีกว่า” ท่านตอบว่า “เราปักเขตรั้วเพื่อแบ่งปันสมบัติให้พวกเธอ เมื่อเราตายแล้วไม่มีใครจะแบ่งปันสมบัติให้พวกเธออีก”
ในวันรุ่งขึ้น วันที่ ๒๑ กันยายน ๒๕๑๗ ท่านบอกว่าเมื่อคืนเป็นไข้หวัดหนักตลอดคืน วันนี้ก็ยังไม่หาย แต่วันนี้เป็นวันที่ท่านนัดประชุมกรรมการวัด และกรรมการโรงเรียนวัดบ้านสวน รวมทั้งผู้เขียนเองก็มาประชุมด้วย มีเรื่องประชุม ๒ เรื่อง คือ เรื่องทำบุญอายุนายเชน ดำหนูอินทร์ ครูใหญ่โรงเรียนวัดบ้านสวน ซึ่งครบเกษียณอายุราชการ กับเรื่องจัดต้อนรับคณะกฐินที่จะนำมาทอดในวันที่ ๕ ตุลาคม ๒๕๑๗ ประชุมตั้งแต่เวลา ๑๓.๐๐ น. จนถึง ๑๖.๐๐ น. ทั้งที่ท่านกำลังไม่สบาย แต่ยังสู้อุตส่าห์นั่งเป็นประธานจนเสร็จประชุม
วันที่ ๒๒ กันยายน ๒๕๑๗ อาการป่วยของท่านสังเกตว่ามากกว่าวันก่อนเล็กน้อย ยังฉันอาหารเช้า เพลได้ และยังสนทนากับผู้มาเยี่ยมได้ ตกตอนบ่ายพระเณรในวัดและญาติโยมเห็นอาการของท่านยังไม่ทุเลา จึงไปเชิญนายแพทย์ปรากรมมารักษาพยาบาล ได้ถวายยาฉีดและยาฉันแล้วสั่งว่าวันพรุ่งนี้ ถ้าอาการยังไม่ทุเลาให้นำท่านไปที่โรงพยาบาล
วันที่ ๒๓ กันยายน ๒๕๑๗ ตรงกับวันจันทร์ ขึ้น ๗ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีขาล พระพิณกับนายประเสริฐ ผู้พยาบาลท่านได้ไปตามผู้เขียนแต่เช้ามืด และเล่าอาการป่วยให้ฟังว่าเมื่อคืนท่านมีอาการไข้สูงมีอาการหอบและไอด้วย นอนไม่หลับตลอดคืน ผู้เขียนได้รีบไปดูอาการ ท่านบอกว่าเพลียมากและนอนไม่หลับ แล้วก็ไม่ได้พูดอะไรอีก ผู้เขียนพร้อมด้วยผู้พยาบาลและญาติโยมที่กำลังเฝ้าดูอาการอยู่ขณะนั้น จึงนำท่านไปรักษาที่โรงพยาบาลจังหวัดพัทลุง เมื่อเวลา ๐๗.๐๐ น. เศษ แพทย์ท่านไปรักษาที่โรงพยาบาลได้รีบให้การรักษาพยาบาลท่านเป็นอย่างดีตลอด เวลา จนถึงเวลา ๑๐.๔๕ น. ท่านได้ถึงมรณภาพด้วยโรคหัวใจวายปัจจุบันด้วยอาการสงบนิ่งไม่มีกระวนกระวาย ณ โรงพยาบาลจังหวัดพัทลุง คำนวณอายุของท่านได้ ๗๒ ปี พรรษา ๕๒ พรรษา

ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย

กันยายน 7, 2009

ครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย
วัดบ้านปาง
อ.ลี้ จ.ลำพูน

ครูบาศรีวิชัย
นักบุญแห่งล้านนาไทย
พระมหาเถระผู้ยิ่งใหญ่ด้วยทานะ สิละ สัจจะ ขันติ
ชาตะ ๑๑ มิถนายน ๒๔๒๑
มรณะ ๑๐ กุมภาพันธ์ ๒๔๘๑

ข้อมูลจาก บทความเรื่อง ครูบาศรีวิชัย เรียบเรียงโดย อุดม รุ่งเรืองศรี ในเวป http://www.lannaworld.com/person/svchai.htm และ

ข้อมูลจาก เวป http://user.school.net.th/~yongyut/main.htm

“ต๋นข้าพระศรีวิชัยภิกขุ เกิดมาปิ๋เปิ๋กยี จุลศักราช ๑๒๔๐ ตั๋วพุทธศักราช ๒๔๒๐ ปรารถนาขอหื้อข้าฯ ได้ตรัสรู้ปัญญาสัพพัญญูโพธิญาณเจ้าจิ่มเตอะ”

ครูบาศรีวิชัย ซึ่งเป็นที่รู้จักกันทั่วไปโดยเฉพาะในเขตล้านนาว่าเป็น “ตนบุญ” หรือ “นักบุญ” อันมีความหมายเชิงยกย่องว่าเป็นนักบวชที่มีคุณสมบัติพิเศษ อาจพบว่ามีการเรียกอีกว่า ครูบาเจ้าศรีวิชัย พระครูบาศรีวิชัย ครูบาศีลธรรม หรือ ทุเจ้าสิริ (อ่าน “ตุ๊เจ้าสิลิ”) แต่พบว่าท่านมักเรียกตนเองเป็น พระชัยยาภิกขุ หรือ พระศรีวิชัยชนะภิกขุ เดิมชื่อเฟือน หรืออินท์เฟือน บ้างก็ว่าอ้ายฟ้าร้อง เนื่องจากในขณะที่ท่านถือกำเนิดนั้นปรากฏฝนฟ้าคะนองอย่างหนัก ส่วนอินท์เฟือนนั้น หมายถึง การเกิดกัมปนาทหวั่นไหวถึงสวรรค์หรือเมืองของพระอินทร์ ท่านเกิดในปีขาล เดือน ๙ เหนือ (เดือน ๗ ของภาคกลาง) ขึ้น ๑๑ ค่ำ จ.ศ.๑๒๔๐ เวลาพลบค่ำ ตรงกับวันอังคารที่ ๑๑ เดือนมิถุนายน พ.ศ.๒๔๒๑ ที่หมู่บ้านชื่อ “บ้านปาง” ตำบลแม่ตืน อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน ท่านเป็นบุตรของนายควาย นางอุสา มีพี่น้องทั้งหมด ๕ คน มีชื่อตามลำดับ คือ

๑. นายไหว

๒. นางอวน

๓. นายอินท์เฟือน (ครูบาศรีวิชัย)

๔. นางแว่น

๕. นายทา

ทั้งนี้นายควายบิดาของท่านได้ติดตามผู้เป็นตาคือ หมื่นปราบ (ผาบ) ซึ่งมีอาชีพเป็นหมอคล้องช้างของเจ้าหลวงดาราดิเรกฤทธิ์ไพโรจน์ (เจ้าผู้ครองนครลำพูนองค์ที่ ๗ ช่วง พ.ศ.๒๔๑๔-๒๔๓๑) ไปตั้งครอบครัวบุกเบิกที่ทำกินอยู่ที่บ้านปาง บ้านเดิมของนายควายอยู่ที่บ้านสันป่ายางหลวง ทางด้านเหนือของตัวเมืองลำพูน

ในสมัยที่ครูบาศรีวิชัยหรือนายอินท์เฟือนยังเป็นเด็กอยู่นั้น หมู่บ้านดังกล่าวยังกันดารมากมีชน กลุ่มน้อยอาศัยอยู่มากโดยเฉพาะชาว ปกาเกอญอ (กะเหรี่ยง) ในช่วงนั้นบ้านปางยังไม่มีวัดประจำหมู่บ้าน จนกระทั่งเมื่อนายอินท์เฟือนมีอายุได้ ๑๗ ปีได้มีพระภิกษุรูปหนึ่งชื่อ ครูบาขัตติยะ (ชาวบ้านเรียกว่า ครูบาแฅ่งแฅะ เพราะท่านเดินขากะเผลก) เดินธุดงค์จากบ้านป่าซางผ่านมาถึงหมู่บ้านนั้น ชาวบ้านจึงนิมนต์ท่านให้อยู่ประจำที่บ้านปาง แล้วชาวบ้านก็ช่วยกันสร้างกุฏิชั่วคราวให้ท่านจำพรรษา

ในช่วงนั้น เด็กชายอินท์เฟือนได้ฝากตัวเป็นศิษย์ และเมื่ออายุได้ ๑๘ ปีก็ได้บรรพชาเป็นสามเณรที่ อารามแห่งนี้โดยมีครูบาขัตติยะเป็นพระอุปัชฌาย์ ๓ ปีต่อมา (พ.ศ. ๒๔๔๒) เมื่อสามเณรอินท์เฟือนมีอายุย่างเข้า ๒๑ ปี ก็ได้เข้าอุปสมบทในอุโบสถวัดบ้านโฮ่งหลวง อำเภอบ้านโฮ่ง จังหวัดลำพูน โดยมีครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง เป็นพระอุปัชฌาย์ ได้รับนามฉายาในการอุปสมบทว่า สิริวิชโยภิกฺขุ มีนามบัญญัติว่า พระศรีวิชัย ซึ่งบางครั้งก็พบว่าเขียนเป็น สรีวิไชย สีวิไช หรือ สรีวิชัย

เมื่ออุปสมบทแล้ว สิริวิชโยภิกขุก็กลับมาจำพรรษาที่อารามบ้านปางอีก ๑ พรรษา จากนั้นได้ไปศึกษากัมมัฏฐานและวิชาอาคมกับครูบาอุปละ วัดดอยแต อำเภอแม่ทา จังหวัดลำพูน ต่อมาได้ไปฝากตัวเป็นศิษย์ของครูบาวัดดอยคำอีกด้วย และอีกท่านหนึ่งที่ถือว่าเป็นครูของครูบาศรีวิชัยคือ ครูบาสมณะ วัดบ้านโฮ่งหลวง ซึ่งเป็นพระอุปัชฌาย์ของท่าน

ครูบาศรีวิชัยรับการศึกษาจากครูบาอุปละ วัดดอยแตเป็นเวลา ๑ พรรษาก็กลับมาอยู่ที่อารามบ้านปางจนถึง พ.ศ. ๒๔๔๔ (อายุได้ ๒๔ ปี พรรษาที่ ๔) ครูบาขัตติยะได้จาริกออกจากบ้านปางไป (บางท่านว่ามรณภาพ) ครูบาศรีวิชัยจึงรักษาการแทนในตำแหน่งเจ้าอาวาส และเมื่อครบพรรษาที่ ๕ ก็ได้เป็นเจ้าอาวาสวัดบ้านปาง จากนั้นก็ได้ย้ายวัดไปยังสถานที่ที่เห็นว่าเหมาะสม คือบริเวณเนินเขาซึ่งเป็นที่ตั้งวัดบ้านปางในปัจจุบัน เพราะเป็นที่วิเวกและสามารถปฏิบัติธรรมได้เป็นอย่างดี โดยได้ให้ชื่อวัดใหม่แห่งนี้ว่า วัดจอมสรีทรายมูลบุญเรือง แต่ชาวบ้านทั่วไปยังนิยมเรียกว่า วัดบ้านปาง ตามชื่อของหมู่บ้าน

ครูบาศรีวิชัยเป็นผู้มีศีลาจารวัตรที่งดงามและเคร่งครัด โดยที่ท่านงดการเสพ หมาก เมี่ยง บุหรี่ โดยสิ้นเชิง ท่านงดฉันเนื้อสัตว์ตั้งแต่เมื่ออายุได้ ๒๖ ปี และฉันอาหารเพียงมื้อเดียว ซึ่งมักเป็นผักต้มใส่เกลือกับพริกไทเล็กน้อย บางทีก็ไม่ฉันข้าวทั้ง ๕ เดือน คงฉันเฉพาะลูกไม้หัวมันเท่านั้น นอกจากนี้ท่านยังงดฉันผักตามวันทั้ง ๗ คือ

วันอาทิตย์ ไม่ฉันฟักแฟง,

วันจันทร์ ไม่ฉันแตงโมและแตงกวา,

วันอังคาร ไม่ฉันมะเขือ,

วันพุธ ไม่ฉันใบแมงลัก,

วันพฤหัสบดี ไม่ฉันกล้วย,

วันศุกร์ ไม่ฉันเทา (อ่าน “เตา”-สาหร่ายน้ำจืดคล้ายเส้นผมสีเขียวชนิดหนึ่ง),

วันเสาร์ ไม่ฉันบอน

นอกจากนี้ผักที่ท่านจะไม่ฉันเลยคือ ผักบุ้ง ผักปลอด ผักเปลว ผักหมากขี้กา ผักจิก และผักเฮือด-ผักฮี้ (ใบไม้เลียบอ่อน) โดยท่านให้เหตุผลว่า ถ้าพระภิกษุสามเณรรูปใดงดได้ การบำเพ็ญกัมมัฏฐานจะเจริญก้าวหน้า ผิวพรรณจะเปล่งปลั่ง ธาตุทั้ง ๔ จะเป็นปกติ ถ้าชาวบ้านงดเว้นแล้วจะทำให้การถือคาถาอาคมดีนัก

ครูบาศรีวิชัยมีความปรารถนาที่จะบรรลุธรรมะอันสูงสุดดังปรากฏจากคำอธิษฐานบารมีที่ท่านอธิษฐานไว้ว่า

“…ตั้งปรารถนาขอหื้อได้ถึงธรรมะ ยึดเหนี่ยวเอาพระนิพพานสิ่งเดียว…”

และมักจะปรากฏความปรารถนาดังกล่าว ในตอนท้ายชองคัมภีร์ใบลานที่ท่านสร้างไว้ทุกเรื่อง

อีกประการหนึ่งที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยเป็นที่รู้จักและอยู่ในความทรงจำของชาวล้านนา คือการที่ท่านเป็นผู้นำในการสร้างทางขึ้นสู่วัดพระธาตุดอยสุเทพโดยพลังศรัทธาประชาชนเป็นจำนวนมาก ทั้งกำลังกายและกำลังทรัพย์ ซึ่งใช้เวลาสร้างเพียง ๕ เดือนเศษ โดยไม่ใช้งบประมาณของรัฐ

แต่เรื่องที่ทำให้ครูบาศรีวิชัยเป็นที่รู้จักกันในระยะแรกนั้น เกิดเนื่องจากการที่ท่านต้องอธิกรณ์ ซึ่งระเบียบการปกครองสงฆ์ตามจารีตเดิมของล้านนานั้นให้ความสำคัญแก่ระบบหมวดอุโบสถ หรือ ระบบหัวหมวดวัด มากกว่า และการปกครองก็เป็นไปในระบบพระอุปัชฌาย์อาจารย์กับศิษย์ ซึ่งพระอุปัชฌาย์รูปหนึ่งจะมีวัดขึ้นอยู่ในการดูแลจำนวนหนึ่งเรียกว่าเจ้าหมวดอุโบสถ โดยคัดเลือกจากพระที่มีผู้เคารพนับถือและได้รับการยกย่องว่าเป็น ครูบา ซึ่งหมายถึงพระภิกษุที่ได้รับความยกย่องอย่างสูง

ดังนั้นครูบาศรีวิชัยซึ่งมีชื่อเสียงอยู่ในขณะนั้นจึงอยู่ในตำแหน่งหัวหมวดพระอุปัชฌาย์ โดยฐานะเช่นนี้ ครูบาศรีวิชัยจึงมีสิทธิ์ตามจารีตท้องถิ่นที่จะบวชกุลบุตรได้ ทำให้ครูบาศรีวิชัยจึงมีลูกศิษย์จำนวนมาก และลูกศิษย์เหล่านี้ก็ได้เป็นฐานกำลังที่สำคัญของครูบาศรีวิชัยในการดำเนินกิจกรรมทางศาสนาและกิจกรรมสาธารณประโยชน์ อีกทั้งยังเป็นแนวร่วมในการต่อต้านอำนาจจากกรุงเทพฯ เมื่อเกิดกรณีขัดแย้งขึ้นในเวลาต่อมา

ส่วนสงฆ์ในล้านนาเองก็มี แนวปฏิบัติที่หลากหลาย เนื่องจากมีการจำแนกพระสงฆ์ตามจารีตท้องถิ่นออกเป็นถึง ๑๘ นิกาย และในแต่ละนิกายนี้ก็น่าจะหมายถึงกลุ่มพระที่เป็นสายพระอุปัชฌาย์สืบต่อกัน มาในแต่ละท้องที่ซึ่งมีอำนาจปกครองในสายของตนโดยผ่านความคิดระบบครูกับศิษย์ และนอกจากนี้นิกายต่าง ๆ นั้นยังเกี่ยวข้องกับชื่อของเชื้อชาติอีกด้วย เช่น นิกายเชียงใหม่ นิกายขึน (เผ่าไทขึน/เขิน) นิกายยอง (จากเมืองยอง) เป็นต้น

สำหรับครูบาศรีวิชัยนั้นยึดถือปฏิบัติในแนวของนิกายเชียงใหม่ผสมกับนิกายยองซึ่งมีแนวปฏิบัติบางอย่างต่างจากนิกายอื่น ๆ มีธรรมเนียมที่ยึดถือคือ การนุ่งห่มที่เรียกว่า กุมผ้าแบบรัดอก สวมหมวก แขวนลูกประคำ ถือไม้เท้าและพัด ซึ่งยึดธรรมเนียมมาจากวัดดอยแต โดยอ้างว่า สืบวิธีการนี้มาจากลังกา

การที่ครูบาศรีวิชัยถือว่าท่านมีสิทธิ์ที่จะบวชกุลบุตรได้ตามจารีตการถือปฏิบัติมาแต่เดิมนั้น ทำให้ขัดกับพระราชบัญญัติการปกครองคณะสงฆ์ ร.ศ.๑๒๑ (พ.ศ.๒๔๔๖) เพราะในพระราชบัญญัติดังกล่าวกำหนดว่า “พระอุปัชฌาย์ที่จะบวชกุลบุตรได้ ต้องได้รับการแต่งตั้งตามระเบียบการปกครองของสงฆ์จากส่วนกลางเท่านั้น” โดยถือเป็นหน้าที่ของเจ้าคณะแขวงนั้น ๆ เป็นผู้คัดเลือกผู้ที่ควรจะเป็นอุปัชฌาย์ได้ และเมื่อคัดเลือกได้แล้วจึงจะนำชื่อเสนอเจ้าคณะผู้ใหญ่ในกรุงเทพฯ เพื่อดำเนินการแต่งตั้งต่อไป

การจัดระเบียบการปกครองใหม่ของกรุงเทพฯ นี้ถือเป็นวิธีการสลายจารีตเดิมของสงฆ์ในล้านนาอย่างได้ผล องค์กรสงฆ์ล้านนาก็เริ่มสลายตัวลงทีละน้อยเพราะอย่างน้อยความขัดแย้งต่าง ๆ ก็เกิดขึ้นระหว่างสงฆ์ในล้านนาด้วยกันเอง ดังกรณี ความขัดแย้งระหว่างครูบาศรีวิชัยกับพระครูมหารัตนากรเจ้าคณะแขวงลี้ อำเภอลี้ จังหวัดลำพูน เป็นต้น

การต้องอธิกรณ์ระยะแรกของครูบาศรีวิชัยนั้นเกิดขึ้นเพราะครูบาศรีวิชัยถือ ธรรมเนียมปฏิบัติตามจารีตเดิมของล้านนา ส่วนเจ้าคณะแขวงลี้ซึ่งใช้ระเบียบวิธีปฏิบัติของกรุงเทพฯ ซึ่งเห็นว่าครูบาศรีวิชัยทำหน้าที่พระอุปัชฌาย์โดยไม่ได้รับการอนุญาตจาก เจ้าคณะแขวงลี้ จึงถือว่าเป็นความผิด เพราะตั้งตนเป็นพระอุปัชฌาย์เองและเป็นพระอุปัชฌาย์เถื่อน ครูบามหารัตนากรเจ้าคณะแขวงลี้กับหนานบุญเติง นายอำเภอลี้ได้เรียกครูบาศรีวิชัยไปสอบสวนเกี่ยวกับปัญหาที่ครูบาศรีวิชัย เป็นพระอุปัชฌาย์บวชกุลบุตรโดยมิได้รับแต่งตั้งตามพระราชบัญญัติ การจับกุมครูบาศรีวิชัยสามารถแบ่งช่วงเวลาออกเป็น ๓ ช่วงเนื่องจากเป็นระยะเวลาที่ยาวนานเกือบ ๓๐ ปีและแต่ละช่วงจะมีรายละเอียดของสภาพสังคมที่แตกต่างกัน

อ่าน ประวัติครูบาเจ้าศรีวิชัย กับข้อหาต้องอธิกรณ์
จากบทความ “ศูนย์รวมการถ่ายทอดจิตวิญญาณล้านนา”
ในหนังสือ สืบสานล้านนา สืบต่อลมหายใจของแผ่นดิน พ.ศ.2542
วิลักษณ์ ศรีป่าซาง สถาบันเทคโนโลยีราชมงคลวิทยาเขตภาคพายัพ

ผลงานชิ้นสำคัญ

การสร้างถนนขึ้นวัดพระธาตุดอยสุเทพ แน่นอนทีเดียว การมีถนนขึ้นดอยสุเทพนั้น ย่อมมีคุณประโยชน์อย่างยิ่ง เพราะผู้คนที่ศรัทธาจะได้ขึ้นไปไหว้พระธาตุอันสำคัญนี้ ได้ทั่วถึงกัน ครูบาศรีวิชัยนักบุญแห่งลานนาไทยนี่เองคือผู้สร้างถนนขึ้งสู่ดอยสุเทพ เมื่อปี พ.ศ. 2477 ซึ่งนับเป็นผลงานอันยิ่งใหญ่ที่สุด ในชีวิตของท่านอีกงานหนึ่ง

ไม่มีใครเชื่อเลยว่าจะสามารถสร้างถนนผ่านป่าเขาอันทุรกันดาร และสูงชันจนไปถึงที่เชิงบันไดนาคของวัดพระบรมธาตุดอยสุเทพได้ แต่ครูบาศรีวิชัยท่านทำได้ด้วยมือเปล่าๆ เพียงสองข้างอีกเช่นเคย แถมใช้เวลาเพียง 5 เดือน 22 วันเท่านั้น

ระยะเวลาแค่นี้กับการสร้างถนนขึ้นเขา ระยะทางยาว 11 กม. ในสมัยนั้นที่ยังไม่มีเครื่องจักรเครื่องยนต์ทุ่นแรงทันสมัย เหมือนทุกวันนี้ ครูบาศรีวิชัยท่านทำได้อย่างไร ทั้งๆ ที่ก่อนหน้านั้น ทางฝ่ายบ้านเมืองได้พยายามที่จะสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพมาหลาย ครั้งหลายหนแต่ต้องประสบความผิดหวังทุกคราว เพราะไม่สามารถจะสร้างได้ ทั้งปัญหาจากงบประมาณ และความทุรกันดารของป่าเขาที่จะต้องตัดถนนผ่าน

ครูบาศรีวิชัยได้พิสูจน์คำเล่าลือของชาวบ้านและสานุศิษย์ที่นับถือท่าน ว่าเป็น ” ต๋นบุญ ” หรือ ” ผู้วิเศษ ” อย่างแท้จริง เพราะการสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพนี้เอง อันนับว่าเป็นช่วงที่ชีวประวัติของนักบุญแห่งลานนาไทยมีอภินิหารมหัศจรรย์น่าทึ่ง น่าติดตามกันต่อไปอย่างยิ่ง

ใฝ่ฝันมานาน

การสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพเป็นความใฝ่ฝันของชาวนครเชียงใหม่มานานปี ด้วยจะทำให้การขึ้นไปนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพสะดวกรวดเร็วยิ่งขึ้น โดยปกตินั้นการจะขึ้นไปไหว้พระธาตุจะต้องตื่นแต่เช้าตรู่ นั่งรถจากเวียงไป ที่วัดสวนดอกจนถึงเชิงดอยสุเทพตามแนวถนนเชิงดอยสุเทพสายปัจจุบันแล้ว จากนั้นก็เดินขึ้นสุเทพ ซึ่งจะต้องใช้เวลานาน 5 ชั่วโมงเต็ม ในการเดินเท้าขึ้นเขา ส่วนคนมั่งมีก็อาจจะจ้างคนแบกหามขึ้นไปแบบผู้ที่ไปเที่ยวภูกระดึง หรือดอยขุนตาลในทุกวันนี้ อันนับว่าการขึ้นไปไหว้พระธาตุดอยสุเทพนั้นไม่ใช่สิ่งที่กระทำกันได้ง่ายๆ เลย ความคิดที่จะสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพนั้นเริ่มมาแต่ปี พ.ศ.2460 นั่นเอง

นิมิตเทวดา

ท่านครูบาศรีวิชัยยืนยันกับหลวงศรีประกาศว่า “ต้องทำถนนขึ้นดอยสุเทพสำเร็จแน่ๆ ขอให้เชื่อเถิด” คุณหลวงไม่มั่นใจเลยจึงขอร้องให้ครูบาศรีวิชัยอธิฐาน ทบทวนอีกครั้งหนึ่ง ครูบาศรีวิชัยก็รับคำ ครั้นเวลาล่วงเลยไปอีกประมาณ 10 วัน หลวงศรีประกาศก็ไปพบครูบาศรีวิชัยที่วัดพระสิงห์เป็นครั้งที่สาม ครูบาศรีวิชัยก็ยังคงยืนยันว่า ต้องสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพจึงจะสำเร็จพร้อมกับเล่านิมิตประหลาดที่เกิดขึ้น ให้หลวงศรีประกาศฟังว่า ในขณะที่กำลังทำการอธิษฐานเรื่องสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพว่าจะสำเร็จหรือไม่นั้น ท่านได้เคลิ้มไปว่าได้แลเห็นชีปะขาวองค์หนึ่งนำท่านเดินทางจากเชิงดอยไปจนถึงบันไดนาควัดพระบรมธาตุดอยสุเทพ แล้วท่านก็ตกใจตื่น ท่านเชื่อว่านี้คือนิมิตที่เทวดามาบอกกล่าว ให้รู้ว่าจะสามารถสร้างถนนขึ้นสู่ดอยสุเทพได้อย่างแน่นอน

ขอ 6 เดือน

ครูบาศรีวิชัยได้รับปากว่าจะเป็นประธานในการสร้างถนนสายนี้ให้แล้วเสร็จภายในเวลาเพียง 6 เดือน นั่นทำให้หลวงศรีประกาศผู้แทนราษฎร จังหวัดเชียงใหม่หนักใจยิ่งขึ้น เนื่องจากบริเวณเชิงเขาขึ้นดอยสุเทพ จนถึงบันไดนาควัดพระธาตุนั้น เป็นป่าใหญ่และหุบเหวลึกหลายต่อหลายแห่ง การที่จะสร้างถนนได้นั้นต้องสำรวจทางแผนที่ จัดทำรายละเอียด เส้นทางที่จะสร้างและอื่นๆ อีกมากหลวงศรีประกาศได้รับเป็นธุระเรื่องนี้ การสำรวจเส้นทางถนนสายนี้ใช้เวลาเป็นเดือนเลยทีเดียว ในที่สุดก็สำเร็จ หลวงศรีประกาศได้นำเอาแผนที่เสนอให้พระครูบาศรีวิชัย ดูแนวการสร้างถนนซึ่งครูบาก็เห็นด้วย รวมระยะทางจากเชิงดอยสุเทพถึงบันไดนาควัดพระธาตุดอยสุเทพทั้งหมด 11 กิโลเมตร 530 เมตร

ใบปลิวเจ็กโหงว

ข่าวเรื่องครูบาศรีวิชัยจะสร้างถนนได้แพร่ออกไปเรื่อยๆ เป็นที่กล่าวขวัญกันทั่วไป ส่วนใหญ่แล้วเห็นว่า การสร้างถนนสายนี้ทำได้ยาก แต่บรรดาสานุศิษย์และผู้ใกล้ชิดพระครูทั้งหลายต่างเชื่อว่า ท่านสามารถทำได้อย่างแน่นอน ในจำนวนนั้นก็มีเจ๊กโหงวรวมอยู่ด้วย ทันทีที่เจ็กโหงวรู้ข่าวก็รีบไปหาครูบาศรีวิชัยอย่างเคย ถึงแม้จะถูกลอบยิงปางตายมาแล้วก็ตาม ความช่วยเหลือสิ่งแรกของเจ็กโหงวก็คือการพิมพ์ใบปลิวบอกข่าวเรื่องพระครูจะสร้างถนนโดยใช้เงินส่วนตัวพิมพ์ขึ้น 5 พันแผ่น แจกจ่ายทั่วไป ต่อมาเจ้าแก้วนวรัฐเจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ก็มีศรัทธาช่วยพิมพ์อีก 5 พันแผ่นเช่นเดียวกัน ทำให้ข่าวแพร่ไปอย่างรวดเร็ว

จอบแรก

พิธีลงจอบปฐมฤกษ์สร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ เมื่อ 9 พฤศจิกายน 2477 โดยเจ้าแก้วนวรัฐ เป็นผู้ลงจอบปฐมฤกษ์

ครูบาศรีวิชัยได้กำหนดฤกษ์ที่จะลงมือขุดจอบแรกสำหรับการ สร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ ในวันที่ 9 พฤศจิกายน พ.ศ.2477 และพิธีทางประวัติศาสตร์อันจารึกไว้คู่นครเชียงใหม่ก็เริ่มขึ้น ท่ามกลางประชาชนชาวเชียงใหม่และลำพูนเป็นจำนวนมาก

เริ่มสร้างทางขึ้นดอยสุเทพ เมื่อ ๙ พฤศจิกายน ๒๔๗๗

เวลา 01.00น. ของวันที่ 9 พระครูบาเถิ้มประกอบพิธีชุมนุมเทวดา บวงสรวงอันเชิญเทวดาทั้ง 4 ทิศ เวลา 10.00น.จึงเริ่มลงจอบแรก เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่ทรงเป็นผู้ขุดจอบแรกเป็นปฐมฤกษ์ เริ่มต้นงานอันยิ่งใหญ่ครั้งนี้ ท่ามกลางเสียงสวดชยันโตชัยมงคลคาถา จากภิกษุสานุศิษย์ของท่านพระครูบาศรีวิชัย หลังจากวันนั้นก็ได้มีประชาชน จากทั่วสารทิศมาช่วยกันสร้างถนนร่วมเป็นอานิสงส์พร้อมกับนมัสการ ท่านพระครูบาศรีวิชัยเป็นจำนวนมาก จนถึงกับต้องแบ่งพื้นที่การสร้างเป็นระยะๆ ในตอนเช้าก็ได้มีประชาชนนำเอาข้าวสารอาหารพืชผักและอาหารคาวหวาน มาทำบุญกันอย่างล้นหลาม ยิ่งนานวันคนยิ่งทวีมากขึ้น ผลงานรุดหน้าในแต่ละวัน เป็นที่น่าอัศจรรย์ ต่างก็อยากทำบุญกุศลและชมบุญญาธิการบารมีของพระครูบาศรีวิชัย ในที่สุดถนนที่ทุกคนช่วยกันสร้างขึ้นก็สำเร็จลง ภายในระยะเวลา 5 เดือน 22 วัน ซึ่งเป็นระยะเวลาที่รวดเร็วมากโดยไม่ต้องใช้งบประมาณ แผ่นดินเลยแม้แต่บาทเดียว นี่คือบารมีของครูบาศรีวิชัยโดยแท้

รถยนต์คันแรก

รถยนต์คันแรกขึ้นได้เมื่อ ๓๐ เมษายน 2478

30 เมษายน 2478 คือวันประวัติศาสตร์วันหนึ่งของนครเชียงใหม่ เพราะเป็นวันเปิดถนนให้รถขึ้นดอยสุเทพเป็นครั้งแรก ในประวัติศาสตร์ ครูบาศรีวิชัย ครูบาเถิ้ง หลวงศรีประกาศ เถ้าแก่โหงวและบุคคลอื่นๆ ซึ่งมีส่วนร่วมในการสร้างถนนขึ้นดอยสุเทพ มาชุมนุมอยู่กันอย่างพร้อมพรั่งเพื่อรอเวลา ที่เจ้าแก้วนวรัฐ เจ้าผู้ครองนครเชียงใหม่จะมาทำพิธีเปิดถนนขึ้นดอยสุเทพ และประดับรถยนต์ขึ้นดอยสุเทพเป็นคันแรก ครั้นได้เวลา รถยนต์ของเจ้าแก้วนวรัฐก็แล่นมาถึง ปะรำพิธีที่เชิงดอยสุเทพ ทรงจุดธูปเทียน บูชาพระรัตนตรัย และก็ประทับรถยนต์เรื่อยขึ้นไปตามถนนที่เพิ่งสร้างเสร็จ จนกระทั่งถึงเชิงบันไดนาควัดพระบรมธาตุวัดดอยสุเทพ ใช้เวลาประมาณ ชั่วโมงเศษตามสภาพถนนที่เป็นเพียงดินในครั้งนั้น

พิธีเปิดใช้ถนน เมื่อ 30 เมษายน 2478 ซึ่งครูบาศรีวิชัยและเจ้าแก้วนวรัฐนั่งรถขึ้นดอยเป็นครั้งแรก

เจ้าแก้วนวรัฐเสด็จขึ้นไปทรงนมัสการพระบรมธาตุดอยสุเทพ แล้วประทับรถยนต์เสด็จสู่นครเชียงใหม่ ดอยสุเทพก็มีถนนสำหรับรถยนต์ขึ้นไป นับตั้งแต่วันนั้นเป็นต้นมา ถนนสายนั้นเมื่อสร้างเสร็จใหม่ ๆ มีชื่อว่า ถนนดอยสุเทพ ครั้นต่อมาก็ได้เปลี่ยนเป็นถนนศรีวิชัย เพื่อเป็นเกียรติแก่ครูบาศรีวิชัย นักบุญแห่งลานนาไทยซึ่งเป็นประธานในการสร้างถนนสายนี้….

ครูบาศรีวิชัย เจ้าแก้วนวรัฐและพระภิกษุสงฆ์ ประชาชน ถ่ายรูปเป็นที่ระลึกที่บันใดนาค เมื่อ 30 เมษายน 2478

การปฏิสังขรณ์วัดและปูชนียวัตถุทางพุทธศาสนากับการสร้างสิ่งสาธารณประโยชน์

ครูบาศรีวิชัยได้ชื่อว่าเป็นผู้ถือปฏิบัติเคร่งมาตั้งแต่เป็นสามเณร ดังเห็นว่าท่านเป็นผู้ที่มักน้อย ถือสันโดษ และเว้นอาหารที่มีเนื้อสัตว์เจือปน ตลอดจนงดกระทั่งหมาก เมี่ยง และบุหรี่ ทำให้คนทั่วไปเห็นว่าครูบาเป็นผู้บริสุทธิ์ที่มีลักษณะเป็น “ตนบุญ” คนทั้งปวงต่างก็ประสงค์จะทำบุญกับครูบาเพราะเชื่อว่าการถวายทานกับภิกษุผู้บริสุทธิ์เช่นนั้นจะทำให้ผู้ถวายทานได้รับอานิสงส์มาก เงินที่ประชาชนนำมาทำบุญก็นำไปใช้ในการก่อสร้างสาธารณประโยชน์และบูรณะศาสนสถานและศาสนวัตถุ

งานก่อสร้างดังกล่าวเริ่มขึ้นเมื่อปี ฉลู พ.ศ.๒๔๔๒ เดือน ๓ แรม ๑ ค่ำ ครูบาได้แจ้งข่าวสารไปยังศรัทธาทั้งหลายรวมทั้งชาวเขาเผ่าต่าง ๆ ว่าจะวัดบ้านปางขึ้นใหม่ ซึ่งก็สร้างเสร็จภายในเวลาไม่นานนัก ให้ชื่อวัดใหม่นั้นว่า “วัดศรีดอยไชยทรายมูล” ซึ่งคนทั่วไปนิยมเรียกว่า “วัดบ้านปาง”

ขั้นตอนปฏิบัติในการไปบูรณะปฏิสังขรณ์วัดมีว่า เมื่อครูบาได้รับนิมนต์ให้ไปบูรณะปฏิสังขรณ์วัดใดแล้ว ทางวัดเจ้าภาพก็จะสร้างที่พักของครูบากับศิษย์และปลูกปะรำสำหรับเป็นที่พักของผู้ที่มาทำบุญกับครูบา คืนแรกที่ครูบาไปถึงก็จะอธิษฐานจิตดูว่าการก่อสร้างครั้งนั้นจะสำเร็จหรือไม่ ซึ่งมีน้อยครั้งที่จะไม่สำเร็จเช่นการสร้างสะพานศรีวิชัยซึ่งเชื่อมระหว่าง อำเภอหางดง เชียงใหม่ กับอำเภอเมือง ลำพูน จากนั้นครูบาก็จะ “นั่งหนัก” คือเป็นประธานอยู่ประจำในงานนั้น คอยให้พรแก่ศรัทธาที่มาทำบุญโดยไม่สนใจเรื่องเงิน แต่มีคณะกรรมการช่วยกันรวบรวมเงินไปเป็นค่าใช้จ่ายในการก่อสร้าง ครูบาไป “นั่งหนัก” ที่ไหน ประชาชนจะหลั่งไหลกันไปทำบุญที่นั่นถึงวันละ ๒๐๐-๓๐๐ ราย คับคั่งจนที่นั้นกลายเป็นตลาดเป็นชุมชนขึ้น เมื่อก่อสร้างเสร็จแล้วก็จะมีงาน “พอยหลวง-ปอยหลวง” คืองานฉลอง บางแห่งมีงานฉลองถึงสิบห้าวัน และในช่วงเวลาดังกล่าวก็มักจะมีคนมาทำบุญกับครูบามากกว่าปกติ

เมื่อเสร็จงาน “พอยหลวง-ปอยหลวง” ในที่หนึ่งแล้ว ครูบาและศิษย์ก็จะย้ายไปก่อสร้างที่อื่นตามที่มีผู้มานิมนต์ไว้ โดยที่ท่านจะไม่นำทรัพย์สินอื่นใดจากแหล่งก่อนไปด้วยเลย ช่วงที่ครูบาศรีวิชัยต้องอธิกรณ์ครั้งที่สองและถูกควบคุมไว้ที่วัดศรีดอนชัย เชียงใหม่ เป็นเวลา ๓ เดือนกับ ๘ วันนั้น ผู้คนหลั่งไหลไปทำบุญกับครูบาไม่ต่ำกว่าวันละ ๒๐๐ ราย เมื่อครูบาได้ผ่านการพิจารณาอธิกรณ์ที่กรุงเทพฯ ซึ่งใช้เวลาอีก ๒ เดือนกับ ๔ วันแล้วครูบาก็เดินทางกลับลำพูนเมื่อวันที่ ๒๑ กรกฎาคม พ.ศ.๒๔๖๓ หลังจากนั้นผู้คนก็มีความศรัทธาในตัวครูบามากขึ้น

ครูบาศรีวิชัยเริ่มต้นการบูรณะวัดขณะที่ท่านอายุ ๔๒ ปี โดยเริ่มจากการบูรณะพระเจดีย์บ่อนไก้แจ้ จังหวัดลำปาง ถัดจากนั้นได้บูรณะเจดีย์และวิหารวัดพระธาตุหริภุญชัย ต่อมาได้ไปบูรณะเจดีย์ดอยเกิ้ง ในเขตอำเภอฮอด เชียงใหม่ จากนั้นไปบูรณะวัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา กล่าวกันมาว่าในวันที่ท่านถึงพะเยานั้น มีประชาชนนำเงินมาบริจาคร่วมทำบุญใส่ปีบได้ถึง ๒ ปีบ หลังจากนั้นมาบูรณะวัดพระสิงห์ เชียงใหม่ เป็นอาทิ รวมแล้วพบว่างานบูรณะปฏิสังขรณ์วัดวาอารามของครูบาศรีวิชัยมีประมาณ ๒๐๐ แห่ง

ในขณะที่ครูบาศรีวิชัยกำลังบูรณะวัดสวนดอกเชียงใหม่ใน พ.ศ.๒๔๗๕ อยู่นั้น หลวงศรีประกาศได้หารือกับครูบาศรีวิชัยว่าอยากจะนำไฟฟ้าขึ้นไปใช้บนดอยสุเทพ แต่ครูบาศรีวิชัยว่าหากทำถนนขึ้นไปจะง่ายกว่าและจะได้ไฟฟ้าในภายหลัง ทั้งนี้ทางการเคยคำนวณไว้ในช่วง พ.ศ.๒๔๖๐ ว่าหากสร้างทางขึ้นดอยสุเทพนั้นจะต้องใช้งบประมาณ ๒๐๐,๐๐๐ บาท แต่ครูบาศรีวิชัยได้เริ่มสร้างทางเมื่อวันที่ ๙ พฤศจิกายน พ.ศ.๒๔๗๗ และเปิดให้รถยนต์แล่นได้ในวันที่ ๓๐ เมษายน พ.ศ.๒๔๘๘ โดยไม่ต้องใช้งบประมาณเลย (ตามรายละเอียดที่กล่าวไว้แล้วในตอนต้น) ครั้นเสร็จงานสร้างถนนแล้ว ครูบาศรีวิชัยก็ถูกนำตัวไปสอบอธิกรณ์ที่กรุงเทพฯ อีกเป็นครั้งที่สอง และงานชิ้นสุดท้ายของท่านที่ไม่เสร็จในสมัยที่ท่านยังมีชีวิตอยู่ก็คือสะพานศรีวิชัยอนุสรณ์ ทอดข้ามน้ำแม่ปิงเชื่อมอำเภอหางดง เชียงใหม่ กับอำเภอเมืองจังหวัดลำพูน

ในการก่อสร้างต่าง ๆ นับแต่ พ.ศ.๒๔๖๓ ถึง ๒๔๗๑ มีผู้ได้บริจาคเงินทำบุญกับท่าน ประมาณ ๓๐๐,๐๐๐ รูปี คิดเป็นเงินไม่น้อยกว่าสามหมื่นห้าพันบาท รวมค่าก่อสร้างชั่วชีวิตของท่านประมาณสองล้านบาท นอกจากนั้นท่านยังได้สร้างคัมภีร์ต่าง ๆ อีกไม่น้อยกว่า ๓,๐๐๐ ผูก คิดค่าจารเป็นเงิน ๔,๓๒๑ รูปี (รูปีละ ๘๐ สตางค์) ทั้งนี้ แม้ครูบาศรีวิชัยจะมีงานก่อสร้างที่ยิ่งใหญ่และมากมาย แต่บิดามารดาคือนายควายและนางอุสาก็ยังคงอยู่ในกระท่อมอย่างเดิมสืบมาตราบจนสิ้นอายุ
วัตถุมงคลของครูบาเจ้าศรีวิชัย

ในยุคที่ครูบาศรีวิชัยยังไม่ถึงแก่มรณภาพนั้น ผู้ที่ทำบุญกับครูบาศรีวิชัยจะได้รับความอิ่มใจที่ได้ทำบุญกับท่านเท่านั้น ส่วนการสร้างวัตถุมงคลนั้น ระยะแรก พวกลูกศิษย์ที่นับถือครูบาศรีวิชัยได้จัดทำพระเครื่องคล้ายพระรอดหรือพระคงของลำพูน โดยเมื่อครูบาปลงผมในวันโกน ก็จะเก็บเอาเส้นผมนั้นมาผสมกับมุกมีส่วนผสมกับน้ำรักกดลงในแบบพิมพ์ดินเผาแล้วแจกกันไปโดยไม่ต้องเช่าในระหว่างศิษย์ กล่าวกันว่าเพื่อป้องกันภยันตรายต่าง ๆ ซึ่งก็ลือกันว่ามีอิทธิฤทธิ์เป็นที่น่าอัศจรรย์

ส่วนเหรียญโลหะรูปครู บาศรีวิชัยนั้น พระครูวิมลญาณประยุต (สุดใจ วิกสิตฺโต) ชาวจังหวัดอ่างทองได้ร่วมกับคณะสงฆ์จังหวัดลำพูนสร้างขึ้นให้เช่าเพื่อนำ เงินมาช่วยในการปลงศพครูบาศรีวิชัย โดยให้เช่าในราคาเหรียญละ ๕ สตางค์ ทั้งนี้ สิงฆะ วรรณสัย ยืนยันจากประสบการณ์ที่ท่านรู้จักครูบาดีและได้คลุกคลีกับเรื่องพระเครื่อง มาตั้งแต่ครูบายังไม่มรณภาพนั้นระบุว่าไม่มีเหรียญรุ่นดอยสุเทพ ไม่มีเหรียญที่ครูบาศรีวิชัยสร้าง หรือวัตถุมงคลอื่นใดที่ครูบาจะสร้างขึ้น นอกจากการให้พรและความอิ่มใจในการทำบุญกับท่านเท่านั้น แต่ในระยะหลังก็พบว่ามีการสร้างวัตถุมงคลของครูบาอยู่เป็นจำนวนมาก ในรูปแบบต่างๆ โดยผู้ที่ครอบครองวัตถุมงคลเหล่านั้นมีความศรัทธาในความดีของ “ตนบุญ”เป็นสำคัญ
ผลงานรวมพระไตรปิฎกฉบับลานนาไทย

หลังจากการทำบุญฉลองวัดพระสิงห์แล้ว ท่านพระครูบาเจ้าศรีวิชัย สิริวิชโย ท่านก็ยังมองเห็นความสำคัญของพระไตรปิฎกฉบับลานนาไทยอันเป็นพระธรรม คำสั่งสอนของสมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าที่บรรดาฑิตเมธีท่านได้สังคายนา จารลงในใบลานในครั้งอดีต ซึ่งกระจัดกระจายอยู่ตามวัดต่างๆในภาคเหนือ ท่านเกรงว่าพระธรรมคำสอนต่างๆจะถูกทำลายไปตามกาลเวลา ดังนั้นนับตั้งแต่ ปีพุทธศักราช 2469-2471 ท่านพระครูบาศรีวิชัย พร้อมด้วยบรรดาสานุศิษย์ได้รวบรวมพระไตรปิฎกที่ถูกทอดทิ้งอยู่ตามวัดต่างๆ จากตำบล อำเภอ และจังหวัดอื่นๆ แล้วรวมกันจัดให้เป็นหมวดหมู่เป็นธัมมขันธ์ ทำการสังคายนาจารลงใบลานขึ้นมาใหม่ เพื่อไว้เป็น หลักฐานการศึกษา ค้นคว้าหาแนวทางประพฤติพระธรรมวินัย สืบอายุบวรพระพุทธศาสนาต่อไป ตามจำนวนดังนี้

1. พระวินัยทั้ง 5 จำนวน 10 มัด รวม 170 ผูก

2. นิกาย 5 จำนวน 5 มัด รวม 69 ผูก

3. อภิธรรม 7 คัมภีร์ จำนวน 7 มัด รวม 145 ผูก

4. ธรรมบท จำนวน 21 มัด รวม 145 ผูก

5. สุตตสังคหะ จำนวน 7 มัด รวม 76 ผูก

6. สมันตปาสาทิกา จำนวน 4 มัด รวม 45ผูก

7. วิสุทธิมรรค 3 มัด รวม 76 ผูก

8. ธรรมสวนะชาดก จำนวน 126 มัด รวม 1232 ผูก

9. ธรรมโตนาที่คัดไว้เป็นกัปป์และผูก รวม 142 ผูก

10. สัททาทั้ง 5 จำนวน 8 มัด รวม 38 ผูก

11. กัมมวาจา จำนวน 6 มัด รวม 104 ผูก

12. กัมมวาจา จำนวน 1 มัด รวม 108 ผูก

13. มหาวรรค จำนวน 135 มัด รวม 2726 ผูก

14. ธรรมตำนานและชาดก จำนวน 1 มัด รวม 172 ผูก

15. ธรรมบารมี จำนวน 10 มัด รวม 122 ผูก

รวมทั้งหมดมี 344 มัด รวมผูกทั้งหมดมี 5408 ผูก

รวมค่าใช้จ่ายการสร้างพระไตรปิฎก ค่าจ้างเขียนลงใบลาน ค่าทองคำเปลวติดขอบใบลานและค่าใช้จ่ายตอนทำพิธีถวายพระไตรปิฎก รวมทั้งหมด 4232 รูเปีย

ผลงานจดทำสังคายนาพระไตรปิฎกฉบับลานนาไทยของท่านพระครูบาศรีวิชัยในครั้งนี้ นับว่าเป็นหลักฐานประกาศถึงความเป็นผู้ทรงความรู้ทางด้านพระไตรปิฎก ทั้งสามารถรวบรวมจัดเป็นหมวดหมู่ขึ้นใหม่ได้นี้ มิใช่เป็นเรื่องธรรมดา นี่หากว่าท่านคือบัณฑิตผู้ทรงความรู้อีกท่านหนึ่ง อีกทั้งท่านยังมีปฎิปทาในข้อวัตรปฏิบัติ เป็นสงฆ์องค์อริยะอันเป็นแบบอย่างที่ดียิ่ง

บางคนไม่รู้ซึ้งหรือรู้เพียงผิวเผินก็เข้าใจว่าท่านพระครูบาเจ้าท่าน ไม่ค่อยรู้หลักธรรมวินัยเป็นพระบ้านนอกบ้านป่า แต่หากลองนึกพิจารณาด้วยจิตอันสุขุม จะเห็นได้ว่าท่าน พระครูบาเจ้าเป็นคนซื่อสัตย์มีแต่ความบริสุทธิ์ ท่านไม่ยอมค้อมหัวให้กิเลส ใครจะบังคับหรือขู่เข็นอย่างไร ในการที่จะรับเอาวิ่งที่ไม่ใช่ธรรม วินัยอย่าพึงหวัง…

คำสั่งสอนของท่านพระครูบาศรีวิชัย

เครื่องประดับขัติยะนารีทั้งหลาย มีแก้วแหวนเงินทอง เป็นตัณหากามคุณ เหมือนดั่งน้ำผึ้งแช่ยาพิษ สำหรับนำความทุกข์มาใส่ตัวโดยบ่มีประโยชน์สิ่งใดเลย แม่น้ำคงคา ยมนา อิรวดี มหิ มหาสรพู ซึ่งเป็นแม่น้ำใหญ่ทั้ง 5 แม่น้ำนี้ แม้นจักเอามาอาบให้หมดทั้ง 5 แม่นี้ ก็บ่ อาจจะล้างบาป คือความเดือดร้อนภายในให้หายได้ ลมฝนลูกเห็บ แม้นจะตกลงมาหลายห่า เย็นและหนาวสักปานใด ก็บ่อาจเย็นเข้าไปถึงภายในให้หายจากความทุกขเวทนาได้ ศีล 5 เป็นอริยทรัพย์ เป็นต้นเหตุแห่งความบริสุทธิ์ เป็นน้ำทิพย์สำหรับล้างบาป คือความเดือดร้อนภายในให้หายได้ เมื่อศีลบริสุทธิ์แล้ว สมาธิ ความตั้งมั่นก็จะมีมา แล้วให้ปลุกปัญญา ปัญญาก็จักเกิดมีขึ้นได้ คือ ให้หมั่นรำลึกถึงตัวตนอยู่เสมอ ว่า บ่ใช่ตัว บ่ใช่ตน จนเห็นแจ้งด้วย ปัญญาของตน จึงเป็นสมุทเฉทประหานกิเลส หมดแล้ว จิตเป็นวิมุติ หลุดพ้นจากความทุกข์ทั้งมวลได้.

ครูบาศรีวิชัยซึ่งเป็นคนร่างเล็กผอมบางผิวขาว ไม่ใช่คนแข็งแรง แม้ท่านจะไม่ต้องทำงานประเภทใช้แรงงาน แต่การที่ต้องนั่งคอยต้อนรับและให้พรแก่ผู้มาทำบุญกับท่านนั้น ท่านจะต้อง “นั่งหนัก” อยู่ตลอดทั้งวัน ด้วยเหตุนี้ท่านจึงอาพาธด้วยโรคริดสีดวงทวารซึ่งสะสมมาแต่ครั้งการตระเวนก่อสร้างบูรณะวัดในเขตล้านนา และการอาพาธได้กำเริบขณะที่สร้างสะพานข้ามแม่น้ำปิง

ครูบาศรีวิชัยถึงแก่มรณภาพเมื่อวันที่ ๒๒ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๑ ที่วัดบ้านปาง ขณะมีอายุได้ ๖๐ ปี ๙ เดือน ๑๑ วัน และตั้งศพไว้ที่วัดบ้านปางเป็นเวลา ๑ ปี บางท่านก็ว่า ๓ ปี จากนั้นได้เคลื่อนศพมาตั้งไว้ที่วัดจามเทวี ลำพูน จนถึงวันที่ ๒๑ มีนาคม พ.ศ.๒๔๘๙ จึงได้รับพระราชทานเพลิงศพ เมื่องานพระราชทานเพลิงศพเสร็จสิ้นจึงได้มีการแบ่งอัฐิของท่านไปบรรจุไว้ตามที่ต่าง ๆ เช่น ที่วัดจามเทวีจังหวัดลำพูน วัดสวนดอก จังหวัดเชียงใหม่ วัดพระแก้วดอนเต้า จังหวัดลำปาง วัดศรีโคมคำ จังหวัดพะเยา วัดพระธาตุช่อแฮ จังหวัดแพร่ และที่วัดบ้านปาง จังหวัดลำพูนอันเป็นวัดดั้งเดิมของท่าน เป็นต้น

พระครูนิวาสธรรมขันธ์ – หลวงพ่อเดิม

กันยายน 7, 2009

ประวัติพระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม)

ชาติภูมิ หลวงพ่อเดิมถือกำเนิดเมื่อวันพุธ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๓ ปีวอก จุลศักราช ๑๒๒๒ (แรม ๑๓ ค่ำ นั่นมิใช่วันพุธ เป็นวันศุกร์ตรงกับวันที่ ๘ กุมภาพันธ์ พ.ศ. ๒๔๐๓ โยมบิดาชื่อ นายเนียม โยมมารดาชื่อ นางภู่ มีพี่น้องร่วมบิดา มารดา คือ

๑. หลวงพ่อเดิม เพราะเหตุที่เป็นบุตรชายคนแรกของบิดามารดา ปู่ย่าตายายจึงให้ชื่อว่า “เดิม”

๒. นางทองคำ คงหาญ

๓. นางพู ทองหนุน

๔. นายดวน ภู่มณี

๕. นางพัน จันทร์เจริญ

๖. นางเปรื่อง หมื่นนราเดชจั่น

การศึกษา

หลวงพ่อเดิมเมื่อเยาว์วัยก่อนอุปสมบทนั้น เนื่องจากท่านเป็นบุตรชายคนโตของบิดามารดา โอกาสที่จะได้เล่าเรียนอยู่วัดในสมัยอายุเยาว์วัยคงมีไม่มาก และไม่เคยได้ยินใครเล่าให้ฟังถึงการศึกษาของท่านในสมัยเยาว์วัย

อุปสมบท

เมื่ออายุครบบวช ได้อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดเขาแก้ว อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ เมื่อวันอาทิตย์ แรม ๑๓ ค่ำ เดือน ๑๑ ปีมะโรง โทศกตรงกับวันที่ ๓๑ ตุลาคม พ.ศ. ๒๔๒๓ โดยมีหลวงพ่อแก้ว วัดอินทาราม (วัดใน) เป็นพระอุปัชฌาย์ หลวงพ่อเงิน (พระครูพยุหะนุศาสถ์) วัดพระปรางค์เหลือง ตำบลท่าน้ำอ้อย (มีชื่อเสียงทางรดน้ำมนต์) กับหลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล ตำบลสระทะเล เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอนุศาสนาจารย์ ได้รับฉายาว่า “พุทธสโร” ครั้นอุปสมบทแล้วก็มาอยู่วัดหนองโพ ซึ่งหลวงพ่อก็ตั้งต้นศึกษาหาความรู้เป็นการใหญ่ หลวงพ่อเคยเล่าให้ฟังว่า “ท่านมีนิสัยจะทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จ คิดอะไรไม่ได้เป็นไม่ยอดหยุดคิด คิดมันไปจนออกจนเข้าใจได้ ดูอะไรไม่ได้เรื่องไม่ได้ความก็คิดค้นมันไปจนแตกฉาน” เมื่อมาจำพรรษาอยู่ในวัดหนองโพ ตลอดเวลา ๗ พรรษาแรก ได้ศึกษาเล่าเรียนพระธรรมวินัยและท่องคัมภีร์วินัย

การเรียนวิชาอาคม

ในการมาอยู่วัดหนองโพพรรษาแรก เรียนวิชาอาคมกับนายพัน ชูพันธ์ ผู้ทรงวิทยาคุณอยู่ในบ้านหนองโพ ภายหลังนายพันธ์ถึงมรณกรรมแล้ว ไปศึกษาเล่าเรียนกับหลวงพ่อมี ณ วัดบ้านบน ตำบลม่วงหัก อำเภอพยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ อยู่วัดบ้านบน ๒ พรรษา ต่อมาในพรรษาที่ ๙-๑๑ หลวงพ่อได้ไปเรียนทางวิปัสสนากับหลวงพ่อเงิน (พระครูพยุหะนุศาสถ์) วัดพระปรางเหลือง อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์ ซึ่งหลวงพ่อปฏิบัติจริงจังตลอดเวลา การเรียนวิชาอาคมของหลวงพ่อนั้น หลวงพ่อจะไปศึกษาเล่าเรียนมาจากสำนักของอาจารย์ใดบ้าง ไม่ทราบได้ตลอด เท่าที่ทราบก็มีการเรียนกับนายสาบ้าง เรียนกับหลวงพ่อเทศ วัดสระทะเล หลวงพ่อวัดเขาหน่อ ต.บ้านแดน อ.บรรพตพิสัย จังหวัดนครสวรรค์ ซึ่งปรากฏว่า หลวงพ่อทำวิชาขลัง จนเป็นที่เลื่องลือมากในเรื่องของความขลัง ซึ่งเป็นที่ปรากฏว่า ประชาชนทั้งชาวบ้านและข้าราชการทั้งทหารและพลเรือนทั้งในจังหวัดนครสวรรค์และจังหวัดที่ใกล้เคียง ตลอดไปจนจังหวัดที่ห่างไกลบางจังหวัดพากันไปมอบตัวเป็นลูกศิษย์หลวงพ่อมากมาย ขอให้หลวงพ่อรดน้ำมนต์บ้าง ขอวิชาอาคมบ้าง ขอแป้งขอผงบ้าง ขอน้ำมัน ตระกรุด ผ้าประเจียด จากหลวงพ่อ และที่แพร่หลายที่สุดก็คือ แหวนเงินหรือนิเกิล และผ้ารอบฝ่าเท้าหลวงพ่อ ผ้าประเจียด ซึ่งกิตติคุณในเรื่อง “วิชาขลัง” ของหลวงพ่อนั้นเป็นที่เลื่องลือกันแพร่หลายมานานแล้ว

การค้นคว้าทดลอง

หลวงพ่อมีนิสัยขอบศึกษาและค้นคว้าทดลอง เช่น การสร้างเกวียนโยก และนอกจากค้นคว้าในทางประดิษฐ์ต่างแล้ว ตำรับตำราที่ครูบาอาจารย์ทำไว้แต่ก่อน ๆ บางอย่างหลวงพ่อก็นำมาทดลองด้วย เช่น วิชาเล่นแร่ คือทำแร่ตะกั่วให้เป็นเงิน และทำเงินให้เป็นทอง โดยได้ทดลองอยู่หลายปีจนถลุงเงินให้เป็นทองสำเร็จ แล้วลูกศิษย์ต่างก็พากันขอหลวงพ่อจึงนำไปขว้างทิ้งในสระน้ำ จากนั้นก็หยิบฆ้อนทุบเตา ทุบเบ้าถลุงแตกหมด แล้วก็เลิกเล่นเลิกทำตั้งแต่วันนั้น
การสร้างถาวรวัตถุในวัด

พ.ศ. ๒๔๓๕ หลวงพ่อสร้างกุฏิหลังแรกที่ใช้ฝาไม้กระดาน

พ.ศ. ๒๔๕๔ สร้างศาลาการเปรียญหลังแรก

พ.ศ. ๒๔๕๘ สร้างโรงอุโบสถ และสร้างพระเจดีย์ ๓ องค์ มีกำแพงแก้วล้อมรอบไว้ตรงหน้าโรงพระอุโบสถ

การบูรณะปฏิสังขรณ์

หลวงพ่อนอกจากจะมีการก่อสร้างถาวรวัตถุภายในวัดหนองโพแล้ว ยังมีการปฏิสังขรณ์วัดอื่น ๆ ภายในจังหวัดนครสวรรค์อีก คือ ได้เรียงตามลำดับของการบูรณะปฏิสังขรณ์

๑. พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ กุฏิ หอระฆัง และถาวรวัตถุอื่น ๆ เรียกว่าสร้างใหม่หมดทั้งวัดคือ วัดหนองบัว อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์

๒. พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ สระน้ำและอื่น ๆ ในวัดหนองหลวง อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์ (อนุสรณ์การสร้างเกวียนช้างของหลวงพ่อ)

๓. โบสถ์ ศาลาการเปรียญ สิ่งก่อสร้าง วัดพังม่วง ต.โคกเดื่อ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์

๔. พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ วัดทำนบ ต.ห้วยนบ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์

๕. ศาลาการเปรียญ วัดหัวถนน อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์

๖. พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ วัดหนองไผ่ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์

๗. พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ วัดจิกยาว อ.หนองบัว จ.นครสวรรค์

๘. พระอุโบสถ ศาลาการเปรียญ วัดตระกร้อ อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์

๙. โบสถ์ ศาลาการเปรียญ วัดเขาล้อ ต.ดอนคา อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์

๑๐. พระอุโบสถ ดบางมะฝ่อ อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์

๑๑. พระอุโบสถ วัดหนองสีนวล อ.ตาคลี จ.นครสวรรค์

๑๒. พระอุโบสถ วัดบ้านหล้า อ.โกรกพระ จ.นครสวรรค์

๑๓. ศาลาการเปรียญ วันดอนคา ต.ดอนคา จ.นครสวรรค์

๑๔. ศาลาการเปรียญ วัดโคกมะขวิด อ.ท่าตะโก จ.นครสวรรค์

๑๕. ปฏิสังขรณ์มณฑปพระพุทธบาท วัดเขาแก้ว อ.พยุหะคีรี จ.นครสวรรค์

สมณศักดิ์

หลวงพ่อเดิมได้รับพระกรุณาโปรดเกล้าฯ ให้เป็นพระครูนิวาสธรรมขันธ์ รองเจ้าคณะแขวงเมืองนครสวรรค์ ในวันที่ ๓๐ ธันวาคม พ.ศ. ๒๔๕๗ ซึ่งหลวงพ่อมีอายุได้ ๕๕ ปี ๓๔ พรรษา นำมาซึ่งความปีติยินดีแก่บรรดาศิษยานุศิษย์ของหลวงพ่อเป็นอันมาก แต่ประชาชนทั่วไปก็ยังคงเรียกหลวงพ่อในนามว่า “หลวงพ่อเดิม” ปี พ.ศ. ๒๔๖๒ หลวงพ่อได้รับตราตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์ ซึ่งหลวงพ่อได้ปฏิบัติศาสนกิจในหน้าที่มาตลอดเวลา ๒๐ ปี เมื่อท่านล่วงเข้าวัยชรามากแล้ว ทางการคณะสงฆ์จึงได้เลื่อนหลวงพ่อขึ้นเป็นตำแหน่งกิตติมศักดิ์

บั้นปลายชีวิตของหลวงพ่อ

หลวงพ่อเป็นเสมือนร่มโพธิ์และร่มไทรที่มีกิ่งก้านสาขาแผ่ออกไปอย่างไพศาล เป็นที่พึ่งพาอาศัยของประชาชนไม่เลือกหน้า เนื่องจากหลวงพ่อมีอายุยืนยาวมาก อีกทั้งร่างกายของหลวงพ่อได้ใช้ตรากตรำทำสาธารณประโยชน์อย่างมาก โดยหลังจากที่หลวงพ่อกลับจากการเป็นประธานงานก่อสร้างโบสถ์ในวัดอินทาราม (วัดใน) ตำบลพยุหะ อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และกลับมาอยู่ในวัดหนองโพ แล้วต่อมาหลวงพ่อก็เริ่มอาพาธตั้งแต่วันอังคาร ขึ้น ๑๐ ค่ำ เดือน ๖ (ตรงกับวันที่ ๑๕ พฤษภาคม พ.ศ. ๒๔๙๔) อาการเพียบหนักขึ้น บรรดาศิษยานุศิษย์และหลานเหลนต่างพากันมาห้อมล้อมพยาบาลและฟังอาการกันเนืองแน่น ด้วยความเศร้าโศกและห่วงใย เล่ากันว่า “หลวงพ่อคอยแต่สอบถามอยู่ว่า เวลาเท่าใดแล้ว ศิษย์ผู้พยาบาลก็กราบเรียนตอบไป จนถึงราว ๑๗.๐๐ น. หลวงพ่อจึงถามว่า “น้ำในสระมีพอกันกันหรือ” (เพราะบ้านหนองโพมักกันดารน้ำดังกล่าวแล้ว) ศิษย์ที่พยาบาลอยู่ก็เขียนตอบว่าถ้าฝนไม่ตกภายใน ๖-๗ วันนี้ ก็น่ากลัวจะถึงกับขาดแคลนน้ำ หลวงพ่อก็นิ่งสงบไม่ถามว่ากระไรต่อไป ในทันใดก็มีกลุ่มเมฆตั้งเค้ามาและฟ้าคะนอง มิช้าฝนก็ตกห่าใหญ่น้ำฝนไหลลงสระราวครึ่งค่อนสระ พอฝนขาดเม็ด หลวงพ่อก็สิ้นลมหายใจเมื่อเวลา ๑๗.๔๕ น. คำนวณอายุได้ ๙๒ ปี ๗๑ พรรษา บรรดาคณะศิษยานุศิษย์ได้ช่วยกันสรงน้ำศพหลวงพ่อแล้วบรรจุศพตั้งบำเพ็ญกุศล ณ วัดหนองโพ ตั้งแต่วันที่ ๒๓ พฤษภาคม ๒๔๙๔ ครบ ๗ คืน ถึงวันที่ ๒๙ พฤษภาคม ๒๔๙๔ และจัดให้มีการพระราชทานเพลิงในวันที่ ๓๐ สิงหาคม ๒๔๙๔

หลวงพ่อเดิม ผู้ซึ่งได้รับการขนานนามและยกย่องเป็น “เทพเจ้าแห่งเมืองสี่แคว” ซึ่งชาวนครสวรรค์ทุกคนยังเคารพให้ความนับถือหลวงพ่ออยู่เสมอ โดยเฉพาะทางวัดหนองโพได้สร้างมณฑปที่ประดิษฐานรูปหล่อโลหะของหลวงพ่อพระรูปเหมือนหลวงพ่อเดิม ขนาดเท่าองค์จริง ซึ่งหลวงพ่อเดิมท่านหล่อสร้างไว้เมื่อปี พ.ศ. ๒๔๘๒ ซึ่งตั้งประดิษฐานอยู่ที่มณฑป ซึ่งมีประชาชนมากราบนมัสการทุกวันมิได้ขาด และทางวัดหนองโพได้จัดงานทำบุญประจำปีปิดทอง ไหว้พระรูปเหมือนหลวงพ่อเดิม ในวันขึ้น ๑๓ ค่ำ เดือน ๓ ของทุกปี

พระเทพสิงหบุราจารย์ – หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม

กันยายน 7, 2009

พระเทพสิงหบุราจารย์ (หลวงพ่อจรัญ ฐิตธัมโม)

ประวัติหลวงพ่อจรัญ วัดอัมพวัน ค่ะ

พระราชทินนาม พระธรรมสิงหบุราจารย์ ภาวนาปฏิภาณโกศล โสภณธรรมานุสิฐ พิพัฒน์กิจสุนทร มหาคณิสสร บวรสังฆารามคามวาส

หลวงพ่อเกิดในสมัยพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้า อยู่หัว (รัชกาลที่ ๗ แห่งกรุงรัตนโกสินทร์) ซึ่งเกิดจากโยมมารดา เจิม และโยมบิดา แพ จรรยารักษ์

ชื่อเดิม นายจรัญ จรรยารักษ์
เกิด วัน พุธ แรม ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ตรงกับวันพุธที่ ๑๕ สิงหาคม พ.ศ. ๒๔๗๑ ปีมะโรง เวลา ๐๗.๑๐ น. ณ ๑๕ บ้านตำบลม่วงหมู่ อำเภอเมือง จังหวัดสิงห์บุรี
อุปสมบท วันพฤหัสบดี ขึ้น ๑๕ ค่ำ เดือน ๘ ปีชวด ตรงกับวันพฤหัสบดีที่ ๑๕ กรกฎาคม ๒๔๙๑ เวลา ๑๔.๐๐ น. ณ วัดพรหมบุรี อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี พระครูพรหมจริยคุณ วัดแจ้งพรหมนคร เป็นพระอุปัชฌาย์ พระปลัดกิมเฮง วัดพุทธาราม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระอธิการช่อ วัดพรหมบุรี เป็นอนุศาสนาจารย์

วิทยฐานะ
พ.ศ. ๒๔๘๗ สำเร็จการศึกษาชั้นมัธยมศึกษาปีที่ ๔ โรงเรียนสุวิทดารามาศ จังหวัดสิงห์บุรี
พ.ศ. ๒๔๙๒ สอบไล่ได้นักธรรมโท ณ สำนักเรียนวัดแจ้งพรหมนคร อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี สามัญศึกษา
พ.ศ.๒๔๙๓ ศึกษาปฏิบัติกรรมฐาน กับพระครูนิวาสธรรมขันธ์ (หลวงพ่อเดิม พุทธสโร) วัดหนองโพธิ์ อำเภอตาคลี จังหวัดนครสวรรค์
พ. ศ.๒๔๙๔ ศึกษาปฏิบิติธรรมฐาน กับหลวงพ่อลี ธมฺมธโร วัดอโศการาม จังหวัดสมุทรปราการ และท่านเจ้าคุณอริยคุณาธร (เส็ง ปุสโส) วัดเขาสวนกวาง อำเภอน้ำพอง จังหวัดขอนแก่น
พ. ศ.๒๔๙๕ ศึกษาทำเครื่องลางของขลัง น้ำมันมนต์ กับหลวงพ่อจง วัดหน้าต่างนอก จังหวัดพระนครศรีอยุธยาและ พระครูวินิจสุตคุณ (หลวงพ่อสนั่น) วัดเสาธงทอง จังหวัดอ่างทอง และ หลวงพ่อจาด วัดบ้างสร้าง จังหวัดปราจีนบุรี
พ.ศ.๒๔๙๖ ศึกษาปฏิบัติกรรมฐาน กับท่านเจ้าคุณอาจารย์พระราชย์พระราชสิทธิมุนี (โชดก ญาณสิทฺธิ) วัดมหาธาตุ ท่าพระจันทร์ กรุงเทพ
พ.ศ.๒๔๙๘ ศึกษาพระอภิธรรม กับอาจารย์เตชิน (ชาวพม่า) ณ วัดระฆัง กรุงเทพฯ
– ศึกษาการพยากรณ์ จากสมเด็จพระสังฆราช วัดสระเกศ กรุงเทพฯ
– ศึกษาแลกเปลี่ยนความรู้วิทยาศาสตร์ทางจิตกับ พ.อ.ชม สุคันธรัต
– เดินธุดงค์รอนแรมหาที่สงบ เพื่อจำศีลภาวนาตามป่าเขตลำเนาไพรทางภาคเหนือ (เป็นต้น)

สมณศักดิ์
พ.ศ.๒๕๐๐ รักษาการเจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี
พ.ศ. ๒๕๐๑ ได้รับสมณศักดิ์เป็น ที่พระครูปลัดจรัญ ฐิตธมฺโม ในฐานานุกรมของท่านเจ้าคุณ สุนทรธรรมประพุทธ เจ้าคณะจังหวัดร้อยเอ็ด เมื่อวันที่ ๒๕ กรกฎาคม พ.ศ. ๒๕๐๑
พ.ศ. ๒๕๑๑ ได้รับสมณศักดิ์เป็น พระครูสัญญาบัตรชั้นตรี ที่พระครูภาวนาวิสุทธิ์ เจ้าอาวาสวัดอัมพวัน อำเภอพรหมบุรี จังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม พ.ศ. ๒๕๑๑
พ.ศ.๒๕๑๖ เลื่อนเป็นพระครู เทียบผู้ช่วยพระอารามหลวงชั้นเอก ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน
พ.ศ.๒๕๑๗ รักษาการตำแหน่งเจ้าคณะอำเภอพรหมบุรี
พ.ศ.๒๕๑๘ ได้รับแต่งตั้งเป็นเจ้าคณะอำเภอพรหมบุรี
พ.ศ.๒๕๑๙ ได้รับแต่งตั้งเป็นพระอุปัชฌาย์
พ.ศ.๒๕๒๕ ได้เลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระครูเจ้าคณะอำเภอชั้นเอก
พ.ศ.๒๕๓๑ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะที่ พระภาวนาวิสุทธิคุณ เมื่อวันจันทร์ที่ ๕ ธันวาคม พุทธศักราช ๒๕๓๑
พ.ศ.๒๕๓๕ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะที่ พระราชสุทธิญาณมงคล เมื่อวันพุธที่ ๑๒ สิงหาคม พุทธศักราช ๒๕๓๕
พ.ศ.๒๕๔๑ ได้รับแต่งตั้งเป็น รองเจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันอังคารที่ ๑๐ กุมภาพันธ์ พุทธศักราช ๒๕๔๑
พ.ศ.๒๕๔๒ ได้รับแต่งตั้งเป็น เจ้าคณะจังหวัดสิงห์บุรี เมื่อวันจันทร์ที่ ๑๙ กรกฎาคม พุทธศักราช ๒๕๔๒
พ.ศ.๒๕๔๕ ได้รับการเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะที่ พระเทพสิงหบุราจารย์ เมื่อวันที่ ๕ ธันวาคม ๒๕๔๔

พระเทพเจติยาจารย์ – หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร

กันยายน 7, 2009

ประวัติพระเทพเจติยาจารย์
(หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร)
เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล เถาบุญญนนท์วิหาร

ชาติภูมิ

ปัจจุบัน อายุ 88 ปี พรรษา 67
สถานะเดิม ชื่อ วิริยังค์ นามสกุล บุญฑีย์กุล
เกิดเมื่อ วันศุกร์ที่ 7 มกราคม 2463 ปีวอก แรม 13 ค่ำ เดือน 1 จังหวัดนครราชสีมา
บิดา ชื่อ ขุนเพ็ญภาษชนารมย์์ นายสถานีรถไฟปากเพรียวย้ายมาตั้งหลักฐานที่บ้านใหม่สำโรง อำเภอสีคิ้ว จังหวัดนครราชสีมา
มารดา ชื่อ นางมั่น บุญฑีย์กุล (อุบาสิกามั่น ถึงแก่กรรม พ.ศ.2520)

ลำดับพี่น้อง จำนวนพี่น้อง 7 คน ท่านเป็นลูกคนที่ 5 คือ
1. ด.ญ.กิมลั้ง บุญฑีย์กุล (ชูเวศ)
2. ด.ช.ฑีฆายุ บุญฑีย์กุล
3. ด.ช. สุชิตัง บุญฑีย์กุล
4. ด.ช.สัจจัง บุญฑีย์กุล
5. ด.ช.วิริยังค์ บุญฑีย์กุล (พระเทพเจติยาจารย์)
6. ด.ช.ไชยมนู บุญฑีย์กุล
7. ด.ญ.สายมณี บุญฑีย์กุล (ศรีทองสุข)

บรรพชา เมื่อวันที่ 22 ตุลาคม 2478 ( อายุ 16 ปี)
ณ วัดสุทธจินดา ต.โพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยพระธรรมฐิติญาณ เป็นพระอุปัชฌาย์

ก่อนบวช
พระเทพเจติยาจารย์ เดิมชื่อ วิริยังค์ บุยฑีย์กุล เป็นบุตรขุนเพ็ญภาษชนารมย์ กับนางมั่น บุญฑีย์กุล เกิดเมื่อวันศุกร์ที่ 7 มกราคม 2463 ณ สถานีรถไฟปากเพรียว จังหวัดสระบุรี มีพี่น้อง.7..คน วันหนึ่ง ขณะที่ท่าน มีอายุประมาณ 13 ปี เพื่อนผู้หญิงคนหนึ่ง ชวนให้ไปวัดเป็นเพื่อน ขณะที่รอเพื่อนไป ต่อมนต์(ท่องบทสวดมนต์) กับพระอาจารย์กงมา ท่านก็รออยู่ด้วยความเบื่อหน่ายเพราะไปตั้งแต่ 2 ทุ่มกลับเที่ยงคืน จะกลับบ้านเองก็ไม่ได้ เพราะเส้นทางเปลี่ยวและกลัวผี ได้แต่คิดอยู่ในใจว่า “ตั้งแต่นี้ต่อไปไม่มาอีกแล้ว ๆ ๆ ” ไม่ช้าก็เกิดความสงบขึ้น ตัวหายไปเลย เบาไปหมด เห็นตัวเอง มี 2 ร่าง ร่างหนึ่งเดินลงศาลาไปยืนอยู่ที่ลานวัด มีลมชนิดหนึ่ง พัดหวิวเข้าสู่ใจ ้รู้สึกเย็นสบายเป็นสุขอย่างยิ่ง ถึงกับอุทานออกมาเองว่า “คุณของพระพุทธศาสนา มีถึงเพียงนี้เทียวหรือ” แล้วเดินกลับไปที่ร่างกลับเข้าตัว พอดีเป็นเวลาเลิกต่อมนต์ จึงเล่าให้กับ พระอาจารย์กงมาฟัง พระอาจารย์ก็ว่า”เด็กนี่เรายังไม่ได้สอน สมาธิให้เลยทำไม จึงเกิดเร็วนัก ” ตั้งแต่นั้นมาก็จึงเรียนรู้เกี่ยวกับการทำสมาธิ อยู่มาวันหนึ่งท่าน ทำงานหนักเกินตัวจึงล้มป่วยเป็นอัมพาต บิดาพยามหาหมอมารักษา แต่ก็รักษาไม่ได้ แพทย์แผนปัจจุบันบอกว่า หมดหวังในการรักษา ท่านได้แต่นอนอธิษฐานอยู่ในใจว่า ” ถ้ามีผู้ใดมารักษาให้หาย จากอัมพาตได้ จะอุทิศตน เพื่อพระพุทธศาสนาทั้งสิ้น ” ไม่นานก็ปรากฎว่ามีชีปะขาวหนวดรุงรังตนหนึ่ง มาถามบิดาของท่านว่า “จะรักษาลูกให้เอาไหม” บิดาก็บอกว่า “เอา” ชีปะขาวก็เดินมาหาท่านซึ่งนอนอยู่ พร้อมทั้งกระซิบถามว่า ูอธิษฐานดังนั้นจริงไหม ท่านก็ตอบว่าจริง จึงให้พูดให้ได้ยินดัง ๆ หน่อย ท่านก็พูดให้ฟัง ชีปะขาวก็เอาไพรมา เคี้ยว ๆ แล้วก็ พ่นใส่ตัวของท่านจนเหลืองไปหมด แล้วก็จากไป เช้าตรู่วันรุ่งขึ้น ปรากฎว่าท่านรู้สึกว่าจะ กระดิกตัวได้ ทดลองลุก ขึ้นเดินก็ทำได้เป็นที่อัศจรรย์ใจ 7 โมงเช้า ปรากฏว่าชีปะขาว มายืนหลับตาบิณฑบาตอยู่ ที่ประตูบ้าน ท่านจึงนำอาหารจะไปใส่บาตร ชีปะขาว กลับขอให้ท่านพูดถึงคำ อธิษฐานของท่านให้ฟัง เมื่อพูดแล้ว จึงยอมรับบาตร แล้วบอกให้ท่านไปหาที่ ใต้ต้นมะขาม วัดสว่างอารมณ์ เมื่อไปถึงชีปะขาวก็ให้พูดคำอธิษฐาน ให้ฟังอีก แล้วก็พาเดินไปหลังวัด คว้าเอา มีดอันหนึ่งออกไปตัดหางควาย มาชูให้ดู แล้วก็ต่อหางคืนไปใหม่ เหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น พร้อมกับถาม ว่า “ลุงเก่งไหม” ท่านก็ตอบว่า “เก่ง” ลุงจะสอนคาถาให้ แต่ต้องท่องทุกวัน เป็นเวลา 10 ปีจึงใช้ได้ ท่านก็ได้เรียนคาถานั้น แล้วก็บอกว่าพรุ่งนี้ให้ เตรียมใส่บาตร วันรุ่งขึ้นปรากฎว่า ไม่พบ ตาชีปะขาวแล้ว ตั้งแต่นั้นมาท่านก็ไม่ เคยพบกับตาชีปะขาวอีกเลย
ในร่มกาวพัสตร์

เมื่ออายุประมาณ 15 ปีพ.ศ. 2477 ก็ได้บวชเป็นผ้าขาว บรรพชาเมื่อ 22 พฤษภาคม 2463 ณ วัดสุทธจินดา ต.โพธิ์กลาง อ.เมือง จ.นครราชสีมา โดยพระธรรมฐิติญาณ เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากบรรพชาได้ 10 วัน ก็ตามพระอาจารย์กงมาออกธุดงค์ ตามป่าเขา ลำเนาไพร เพื่อแสวงหาที่วิเวกเมื่อพบที่สงบ ก็จะหยุดอยู่ทำความเพียร แม้บางครั้งอดอาหารกันอยู่หลายวัน บางครั้งเจอสัตว์ร้าย เจออันตราย หรือหนทางอันยาวไกล

เช่นในบางวันเดินธุดงค์ข้ามเขาเกือบ 50 กิโลเมตร ก็ไม่ย่อท้อ โดยถือคติที่ว่ารักความเพียร รักธรรมะมากกว่าชีวิต ครั้งหนึ่งเมื่อออกจากดงพญาเย็น พบโจรกลุ่ม หนึ่งมีอาวุธครบมือมาล้อมไว้ พระอาจารย์กงมาได้เทศน์ สั่งสอนโจร มีอยู่ตอนหนึ่งเทศน์ว่า ” พวกเธอเอ๋ย แม้พวกเธอจะมาหาทรัพย์ ตลอดถึง การผิดศีลของพวกเธอนั้น ก็เพื่อเลี้ยงชีวิตนี้เท่านั้น แต่ชีวิตนี้ก็ไม่ใช่ของ พวกเธอเลย มันจะสิ้นกัน ไม่รู้วันไหน เป็นเช่นนี้ทุกคน ถึงพวกเธอ จะฆ่าไม่ฆ่าเขาก็ตาย เธอก็เหมือนกัน มีความดีเท่านั้นที่ใคร ๆ ฆ่าไม่ตาย อย่างเรานี้จะตายเมื่อไหร่ก็ไม่อนาทรร้อนใจ เพราะความดีเราทำมามากแล้ว ” ปรากฏว่าพวกโจรวางมีด วางปืนทั้งหมด น้อมตัวลงกราบพระอาจารย์กงมาอย่าง นอบน้อม หัวหน้าโจรมอบตัว เป็นศิษย์ และได้บวชเป็น ตาผ้าขาวถือศีล 8 เดินธุดงค์ไปด้วยกัน จนกระทั่งหมดลมหายใจ ในขณะทำสมาธิ

ในวันที่ 20 พฤษภาคม 2484 ท่านมีอายุ 21 ปี ได้อุปสมบท ณ วัดทรายงาม บ้านหนองบัว อ.เมือง จ.จันทบุรี โดยพระปัญญาพิศาลเถระ(หนู) เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์ พระอาจารย์กงมาจิรปุญโญเป็นพระกรรมวาจาจารย์ พระมหาทองสุข สุจิตโต เป็นพระอนุสาวนาาจารย์ หลวงพ่อได้เดินธุดงค์ติดตามพระอาจารย์กงมาไปในที่ต่าง ๆ เป็นเวลา 8 ปี วันหนึ่ง พระอาจารย์กงมาก็พาท่านเดินธุดงค์จากจังหวัดจันทรบุรีไปจังหวัดสกลนคร เพื่อไปพบพระอาจารย์มั่น ภูริทัตโต หลวงพ่อวิริยังค์ได้รับเลือกให้เป็นอุปัฎฐากอยู่ 4 ปี ได้เดินธุดงค์ร่วมกับพระอาจารย์มั่น เรียนธรรมะ อันลึกซึ้ง ได้จดคำสอนของหลวงปู่มั่นบางตอนไว้ (ปกติท่านห้ามผู้ใดจดเด็ดขาด เมื่ออ่านให้ท่านฟังภายหลังท่าน กลับรับรองว่าใช้ได้) ต่อมาท่านได้เผยแพร่คำสอนนี้แก่สาธารณะชน ในหนังสือที่ชื่อว่า “มุตโตทัย”

การศึกษา

(อายุ 15 ปี) พ.ศ. 2477 ได้บวชเป็นชีปะขาว การศึกษาเนื่องด้วยได้บวช ตั้งแต่อายุยังน้อย จบชั้น ป.4 เมื่อบรรพชาแล้วเรียนจบ น.ธ.ตรี นอกจากนั้นเป็นเวลาปฏิบัติกรรมฐาน เดินธุดงค์ตลอดระยะเวลาบรรพชา และอุปสมบท

อุปสมบท

เมื่อวันที่ 20 พฤษภาคม 2484 ขณะอายุ 21 ปี ณ วัดทรายงาม
(อุทกสีมากลางทะเล) บ้านหนองบัว อ.เมือง จ.จันทบุรี
โดยพระปัญญาพิศาลเถระ (หนู)
เจ้าอาวาสวัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ เป็นพระอุปัชฌาย์
พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ เป็นพระกรรมวาจาจารย์
พระมหาทองสุข สุจิตฺโต เป็นประอนุสาวนาจารย์
สมณศักดิ์

พ.ศ.2507 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระครูสัญญาบัตรชั้นเอกที่ พระครูญาณวิริยะ
พ.ศ.2510 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระญาณวิริยาจารย์
พ.ศ.2535 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชธรรมเจติยาจารย์
พ.ศ.2545 ได้รับพระราชทานสมณศักดิ์เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพเจติยาจารย์

เกียรติคุณ

ปริญญากิตติมศักดิ์
พ.ศ. 2538 ปริญญาพัฒนบริหารศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ ด้านบริหารการพัฒนา จากสถาบันพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)
พ.ศ. 2545 ปริญญาครุศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาบริหารการศึกษา สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา
พ.ศ. 2545 ปริญญาศาสนศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ สาขาการศึกษานอก ระบบ มหาวิทยาลัยมหามกุฏราชวิทยาลัย
พ.ศ. 2550 ปริญญาศิลปศาสตรดุษฎีบัณฑิตกิตติมศักดิ์ จาก มหาวิทยาลัยโยนก จังหวัดลำปาง

โล่รางวัล
พ.ศ. 2540 ได้รับรางวัล มูลนิธิสมาน คุณหญิงเบญจา แสงมะลิ สาขาพระสงฆ์
พ.ศ. 2541 ได้รับรางวัลเชิดชูเกียรติบุคคลดีเด่นของกรุงเทพมหานคร เพชรกรุงเทพสาขาศิลปวัฒนธรรม ศาสนาและการศึกษา จากกรุงเทพมหานคร

ผลงานของพระเทพเจติยาจารย์
เนื่องด้วยพระเทพเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคลมีความประสงค์จะพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนชาวไทยและ ชาวต่างประเทศ ท่านได้พัฒนาถาวรวัตถุและให้การศึกษาทุก ๆ ด้านเห็นเป็นที่ประจักษ์ ดังนี้

สร้างวัด 11 แห่งในประเทศไทย
สร้างวัดไทยในประเทศแคนนาดา 7 แห่ง
สร้างวิทยาลัยสงฆ์ 2 แห่ง
สร้างสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) ที่จังหวัดนครราชสีมา
สร้างศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก 3,000 กว่าแห่งทั่วประเทศ โดยมีเป้าหมายที่ 7,000 แห่ง
สร้างโรงพยาบาลจอมทอง
สร้างที่ว่าการอำเภอจอมทอง
สถาบันประถมศึกษาจอมทอง
สร้างพระมหาเจดีย์ที่สูงที่สุดในประเทศไทย วัดธรรมมงคล
สร้างพระหยกที่ใหญ่ที่สุดในโลก วัดธรรมมงคล
สร้างสถาบันพลังจิตตานุภาพในประเทศไทยและประเทศแคนนาดา ด้วยเวลาเพียง 8 ปี
สถาบันชนาพัฒน์ เป็นสถาบันพัฒนานักออกแบบชาวไทย ให้เป็นที่ยอมรับระดับนานาชาติ
การสร้างวัดในประเทศไทย

วัดที่ 1 พ.ศ. 2486 สร้างวัดบ้านห้วยแคน ต.หนองเทียน อ.เมือง จ.สกลนคร ขณะนั้นอายุได้ 24 ปี
วัดที่ 2 พ.ศ. 2487 สร้างวัดวิริพลาราม บ้านเต่างอย อ.เมือง จ.สกลนคร
วัดที่ 3 พ.ศ. 2489-91 สร้างวัดมณีคีรีวงศ์ (กงรังษี) จ.จันทบุรี มีกุฏิ ศาลา หอระฆัง ฯลฯ
วัดที่ 4 พ.ศ. 2491-95 สร้างวัดดำรงธรรมาราม อ.ขลุง จ.จันทบุรี ให้เป็นที่ธุดงค์วิปัสสนากัมมัฏฐาน
วัดที่ 5 พ.ศ. 2493 สร้างวัดสถาพรพัฒนา (วัดหนองชิ่ม) ต.หนองชิ่ม อ.แหลมสิงห์ จ.จันทบุรี

วัดที่ 6 พ.ศ. 2506 สร้าง วัดธรรมมมงคล ถนนสุขุมวิท 101 พระโขนง กรุงเทพฯ เป็นวัดแรกในกรุงเทพฯ พระบาทสมเด็จ พระเจ้าอยู่หัวและสมเด็จพระบรมราชินีนาถ เสด็จทรงหล่อพระประธานเสร็จตัดลูกนิมิต และเสด็จวางศิลาฤกษ์พระมหาเจดีย์ เนื้อที่ 32 ไร่ พระพุทธรูปหยกสีเขียวใหญ่ที่สุดในโลกเป็น ปฏิมากรรมที่มีความอัศจรรย์อย่างยิ่งแบบทันสมัย ศาลาพระหยกสวยงาม พระอวโลกิเตศวรกวนอิมหยก สีเขียวอันเดียวกับ พระหยก ถ้ำวิปัสสนาบรรจุได้กว่า 200 คน มีสวนป่าไม้ดอก ไม้ใบ ที่กว่า 4 ไร่ สระน้ำรื่นรมย์ เป็นสถานที่ฝึกสอนวิปัสสนา กุฏิถาวรหลังใหญ่ 2 ชั้น อีก 12 หลัง ศาลาการเปรียญ ศาลาเมรุฌาปนสถาน อุโบสถ และทีสำคัญที่สุดคือ พระมหาเจดีย์บรรจุพระบรมสารีริกธาตุสวยสด งดงาม ตามศิลปไทย วิจิตรตระการตาหาชมได้ยาก สิ้นงบประมาณร่วมร้อยล้านบาทมี พระภิกษุสามเณรพำนักอยู่ กว่า 400 รูปและมี ร.ร.อนุบาลธรรมศาลา อบรมสั่งสอนเด็กเล็ก

วัดที่ 7 พ.ศ. 2511 สร้างวัดหนองกร่าง วิทยาลัยสงฆ์กำแพงแสน ต.ทุ่งลูกนก อ.กำแพงแสน จ.นครปฐมมีกุฏิ 80 หลัง ศาลาการเปรียญ อาคารเรียน 3 หลัง อุโบสถ 2 ชั้น มีพระภิกษุสงฆ์ ทั่วราชอาณาจักรศึกษา อยู่ปัจจุบัน 200 รูป
วัดที่ 8 พ.ศ. 2512 สร้างวัดผ่องพลอยวิริยาราม ซอยลาซาล สุขุมวิท 105 พระโขนง กรุงเทพฯ เนื้อที่ 10 ไร่ มีกุฏิ บำเพ็ญภาวนา 60 หลัง ศาลาปฏิบัติธรรม อุโบสถ หอระฆัง และอื่น ๆ
วัดที่ 9 พ.ศ. 2512 สร้างวัดสิริกมลาวาส (วัดใหม่เสนานิคม) ซ.เสนานิคม 1 ถ.พหลโยธิน ลาดพร้าว กรุงเทพฯ มีกุฏิ 40 หลัง ศาลาปฏิบัติธรรม ร.ร.ปริยัติธรรม อุโบสถ มีพระสงฆ์ 100 รูป
วัดที่ 10 พ.ศ. 2513 สร้างวัดอมาตยาราม จ.ปราจีนบุรี เนื้อที่ 60 ไร่ มีศาลา กุฏิ อุโบสถครบบริบูรณ์
วัดที่ 11 พ.ศ. 2513 สร้างวิทยาลัยสงฆ์กำแพงแสน สาขาน้ำตกแม่กลาง อ.จอมทอง จ.เชียงใหม่ เพื่อการปฏิบัติธรรมให้บรรลุเป้าหมายในทางปฏิบัติบำเพ็ญวิปัสสนา ชั้นสูงเหมาะกับภูมิประเทศแถบนี้ ปัจจุบันนี้ (พ.ศ. 2530-2534) พระญาณวิริยาจารย์จะปฏิบัติธรรมจำพรรษาอยู่ที่น้ำตกแม่กลางนี้ และฝึกพลังจิตให้สว่างไสวแล้วนำไปโปรดญาติโยมต่อไป
วัดที่ 12 พ.ศ. 2514 สร้างวิทยาลัยสงฆ์วังน้อย จ.อยุธยา (วชิราลงกรณ์วิทยาลัย) เนื้อที่ 108 ไร่ มีพระภิกษุสามเณร 300 รูป ศึกษาเล่าเรียนอยู่ในปัจจุบัน
วัดที่ 13 พ.ศ. 2516 สร้างวัดแก้วพิทักษ์เจริญธรรม ซ.อุดมสุข สุขุมวิท 103 พระโขนง กรุงเทพฯ มีกุฏิ โรงครัว บ่อน้ำ อุโบสถ ตามลำดับ

การสร้างวัดในต่างประเทศ

วัดที่ 14 พ.ศ. 2535 วัดญาณวิริยาเทมเปิ้ล 1 เมืองแวนคูเวอร์ รัฐบริทิชโคลัมเบีย ประเทศแคนนาดา
วัดที่ 15 พ.ศ. 2536 วัดญาณวิริยาเทมเปิ้ล 2 เมืองโตตรอนโต้ ประเทศแคนนาดา
วัดที่ 16 พ.ศ. 2538 วัดธรรมวิริยาราม 1 ออตตาวา (เมืองหลวง) ประเทศแคนนาดา
วัดที่ 17 พ.ศ. 2540 วัดธรรมวิริยาราม 2 น้ำตกไนแองการ่า ออนโตริโอ ประเทศแคนนาดา
วัดที่ 18 พ.ศ. 2541 วัดธรรมวิริยาราม 3 เมืองแอตแมนตัน ประเทศแคนนาดา
วัดที่ 19 พ.ศ. 2542 วัดธรรมวิริยาราม 4 เมืองแคลการี ประเทศแคนนาดาคุณสมบัติของพระเทพเจติยาจารย์ที่สมควรได้รับการยกย่อง

เป็นผู้ทรงคุณวุฒิ มีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นที่ยอมรับของสังคม
พระเทพเจติยาจารย์ ท่านเป็นผู้ทรงวุฒิ มีคุณธรรมและจริยธรรม เป็นที่ยอมรับของสังคมทั้งในประเทศและต่างประเทศ ดังจะเห็นได้จากผลจากการดำริของท่านทุก ๆ เรื่องจะเปี่ยมไปด้วยคุณธรรมและจริยธรรม

1.1 ความเป็นผู้ทรงคุณวุฒิเป็นที่ยอมรับของสังคม

สร้างหลักสูตรครูสมาธิ โดยเน้นทั้งภาคทฤษฎีและภาคปฏิบัติอย่างมี
หลักเกณฑ์ อันเป็น แนวทางสายกลางทำให้เกิดความเป็นไปได้แก่บุคคลทุกเพศทุกวัย
เขียนหนังสือหลักสูตรครูสมาธิ 3 เล่ม เพื่อใช้ประกอบการเรียนการสอน และหากใครต้องการศึกษาด้วยตนเองก็สามารถกระทำได้
สร้างระบบการบริหารหลักสูตรและการเรียนการสอนเต็มรูปแบบ ยึดถือเป็นระบบเดียวกันในการไปสอนในที่ต่าง ๆ
จัดการเรียนการสอนหลักสูตร ครูสมาธิในประเทศแคนนาดา
เป็นผู้สอนหลักสูตรครูสมาธิแก่ชาวแคนนาดา
1.2 ความเป็นผู้มีคุณธรรมและจริยธรรมเป็นที่ยอมรับของสังคม

ท่านได้เน้นหนักให้บำเพ็ญสมาธิภาวนาแก่พระภิกษุสามเณร ที่อยู่ภายใต้การดูแลของท่าน จำนวนมาก ทำให้บุคคลเหล่านั้นได้รับประโยชน์อย่างยิ่ง เนื่องด้วยท่านเป็นและปฏิบัติกัมมัฏฐาน ซึ่งได้บำเพ็ญสมาธิในเบื้องต้นแห่งชีวิตความเป็นพระภิกษุสามเณร โดยการปฏิบัติครั้งแรกอยู่กับ พระอาจารย์กงมา จิรปุญฺโญ (ศิษย์เอกพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ) เป็นเวลาถึง 8 ปี และ อยู่ปฏิบัติกัมมัฏฐานกับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ เป็นเวลา 4 ปี ดังนั้นท่านฯ จึงมีความ ชำนาญในการสอนพระกัมมัฏฐานเป็นอย่างยิ่ง เป็นที่ซาบซึ้งในเมื่อได้ฟังธรรมเทศนา ตลอดถึงผลแห่งการปฏิบัติที่ได้รับ ก็เป็นที่ยอมรับจาก บรรดาศิษย์ทั้งหลายสำหรับปัจจัยใน การสร้างวัด และบูรณวัดนั้นท่านมิให้ไปเรี่ยไรที่ไหนเพียงตั้งตู้บริจาคไว้ที่ศาลาวัด แห่งเดียวเท่านั้น จึงเป็นการ แสดงถึงศรัทธาอันยิ่งใหญ่ของชาวพุทธที่มีต่อตัวท่านและวัดธรรมมงคล ท่านฯ ได้ให้พระภิกษุ สามเณรที่อยู่ภายใต้การ ปกครองของท่านได้ร่ำเรียนเขียนอ่านตาม หลักวิชาการด้านพระพุทธศาสนา และทางวิชาสามัญตลอดถึงภาษาต่างประเทศ โดยตั้งโรงเรียน พระปริยัติธรรมและ โรงเรียนวิชาสามัญให้พระภิกษุสามเณรทั้งหลาย ได้ร่ำเรียนโดย ไม่มีขอบ เขตที่จำกัด ให้มีความรู้กว้างขวาง เข้าใจเหตุและผลเป็นความรู้ที่ใช้การได้ พระภิกษุสามเณร ที่มาศึกษาอยู่ในแวดวงของท่านฯ จำนวนหลายพันรูปได้ซึ่ง ความรู้เป็น ประโยชน์แก่ตนใน หลายกรณีทั้งเป็นประโยชน์แก่ผู้อื่นอีกมาก ทุก ๆ รูปเหล่านี้ต่างระลึกถึงคุณาคุณของท่านฯ อย่างมิรู้ลืมและอย่างจริงใจ บัดนี้ก็ปรากฎว่ามีผู้เรียนสำเร็จผลช่วยงานพระพุทธศาสนา ทั้งในประเทศไทยและต่างประเทศเป็นจำนวนมาก

2. เป็นผู้มีความเชี่ยวชาญพิเศษในวิชาชีพระดับดีเด่นในสาขาวิชาการบริหารการศึกษา

พระเทพเจติยาจารย์ (หลวงพ่อวิริยังค์ สิรินฺธโร) เจ้าอาวาสวัดธรรมมงคล เป็นผู้ที่ประสบ ความสำเร็จในการบริหารการศึกษาทั้งการศึกษาในระบบโรงเรียน การศึกษานอกระบบ โรงเรียนและการศึกษาตามอัธยาศัย ทั้งในระดับท้องถิ่นและระดับต่างประเทศ ด้วยเหตุที่ ท่านได้เป็นผู้ที่มีวิสัยทัศน์กว้างไกลมุ่งพัฒนาคนให้เป็นผู้ที่มีคุณธรรม จริยธรรม ได้รับ การศึกษาทั้งทางโลกและทางธรรมอย่างทั่วถึง และท่านยังมองการณ์ไกลว่าปัจจุบันนี้การ บริหารจัดการวัดต่าง ๆ ในประเทศไทยไม่มีประสิทธิภาพเพราะเจ้าอาวาสรู้แต่ทางธรรม ท่านจึงได้มีดำริเตรียมพระสงฆ์เพื่อที่จะไปเป็นเจ้าอาวาสวัดต่าง ๆ ให้มีทางด้านการบริหารจัดการ โดยเฉพาะทางการบริหารการศึกษา ทั้งนี้เพราะท่านเล็งเห็นว่า วัดควรเป็นสถาบันการศึกษา ที่สามารถจัดการศึกษาด้านต่าง ๆ ได้อย่างดีและทั่วถึง ถ้าเจ้าอาวาสรู้จักการบริหารและการ จัดการที่ดี ชึ่งผลงานของท่านสรุปรวบรวมได้ดังนี้

2.1 การบริหารอาคารสถานที่

1) สถานที่วัดธรรมมงคล สุขุมวิท 101 พระโขนง กรุงเทพฯ มีเนื้อที่ 32 ไร่ สิ่งก่อสร้างภายในวัดทุกสถานที่ท่านสามารถจัดสรรทรัพยากรให้ใช้ประโยชน์ได้ อย่งคุ้มค่า

และมีประสิทธิภาพสูงสุดดังนี้

พระมหาเจดีย์ สูงที่สุดในประเทศไทย จัดได้ว่าการจัดการศึกษาทุกรูปแบบได้จัดอยู่ในสถานที่แห่งนี้แก่
ขั้นที่ 1 สถาบันพลังจิตตานุภาพ
ขั้นที่ 2 วิหารหลวงพ่อดำ
ขั้นที่ 3 ห้องสมุด
ขั้นที่ 4 ห้องเรียนโรงเรียนปริยัติธรรม
ขั้นที่ 5 ห้องเรียนโรงเรียนปริยัติธรรม
ขั้นที่ 6 สำนักงานโรงเรียนปริยัติธรรม
ขั้นที่ 7 สำนักงานศูนย์ให้การศึกษาวัดธรรมมงคล สถาบบันราชภัฎสวนสุนันทา,
ห้องสมุด และห้องเรียนสถาบันราชภัฎสวนสุนันทา 3 ห้อง
ขั้นที่ 8 ห้องเรียนสถาบันราชภัฎสวนสุนันทา 2 ห้อง
ขั้นที่ 9 พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพุทธศาสนา
ขั้นที่ 10 พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพุทธศาสนา
ขั้นที่ 11 พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพุทธศาสนา
ขั้นที่ 12 พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพุทธศาสนา
ขั้นที่ 13 พิพิธภัณฑ์เกี่ยวกับพุทธศาสนา
ขั้นที่ 14 ที่บรรจุพระบรมสารีริกธาตุ

ศาลาพระหยก
ขั้นที่ 1 ที่จอดรถ
ขั้นที่ 2 ที่บรรจุอัฐิ
ขั้นที่ 3 ประดิษฐสถานพระพุทธรูปหยกและพระโพธิสัตว์เจ้าแม่กวนอิมหยก

ถ้ำวิปัสสนาสมาธิ
เนื่องจากการฝึกสมาธิให้ได้ผลดีจำเป็นต้องมีสถานที่และบรรยากาศท่านจึงได้สร้างถ้ำเพื่อจำลอง

สถานที่ในป่าสำหรับผู้ต้องการฝึกสมาธิการดำเนินการพัฒนาสิ่งก่อสร้าง
สิ่งก่อสร้างล้วนแต่เป็นประโยชน์อย่างยิ่งท่านได้รับความร่วมมือร่วมใจจากพุทธศาสนิกชนตั้งแต่เริ่ม

โครงการเป็นอันมาก ได้แก่ ปี พ.ศ. 2519 ลูกเสือชาวบ้าน จำนวน 400 กว่าคน ได้ร่วมกันสร้าง โรงเรียนอนุบาลธรรมศาลา ที่วัดธรรมมงคลและในปีเดียวกันนี้ ท่านได้รับความร่วมมือจาก
ประชาชนในการสร้างพระมหาเจดีย์ เป็นปูชนียสถานที่มีประชาชนมากราบไหว้บูชาทุก ๆ วัน จำนวนมาก เป็นที่รวมซึ่งศิลปวัฒนธรรมมีวัตถุประสงค์ทาง ด้านการจัดการ ศึกษาสำหรับพระสงฆ์ และฆราวาส เช่น เป็นสถาบันพลังจิตตานุภาพเพื่อสนองการฝึกสมาธิ โรงเรียนปริยัติธรรม ระดับมัธยมต้น ?มัธยมปลาย ศูนย์ให้การศึกษาวัดธรรมมงคล สถาบันราชภัฏสวนสุนันทา และยังได้สร้างสถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า) จังหวัดนครราชสีมา การดำเนิน การพัฒนาทางด้านจิตใจนั้น ท่านฯได้วางรากฐานการปฏิบัติอันเป็นแนวทางเช่นกับพระอาจารย์มั่น ภูริทัตตะเถระ คือแนวทางสายกรรมฐานอันเป็นที่เชื่อถือแก่ประชาชนทุก ๆ ชั้น โดยเฉพาะวัดธรรมมงคลนี้เป็นศูนย์กลางการปฏิบัติที่ยิ่งใหญ่มาก โดยมีพระภิกษุสามเณรถึงกว่า 500 รูป มีประชาชนฟังธรรมจำศีลวันพระกว่า 500 คน มีเด็กอยู่ในอุปการะ 500 คน เป็นแหล่งกลาง กรุงเทพมหานคร นอกจากนั้น เป็นศูนย์กลางของการพัฒนาเด็ก (เยาวชนของชาติ) โดยจัดดำเนิน การช่วยเหลือสร้างสถานศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก เช่นที่จังหวัดเชียงใหม่ อ.จอมทอง สร้าง 13 แห่ง , ที่ อ.ดอยเต่า 3 แห่ง , ที่ อ .สารภี 1 แห่ง จังหวัดลำพูน ที่ อ.ป่าซาง 12 แห่ง , ที่ อ.ศรีเชียงใหม่ จ.อุบลราชธานี 13 แห่ง, ที่ อ.โกสุมพิสัย จ.มหาสารคาม 10 แห่ง, ที่ จ.ร้อยเอ็ด, จ.สกลนคร และจังหวัดสมุทรปราการ ทั้งหมดเป็นเงินกว่า 10 ล้านบาท

นอกจากนี้ได้ให้โภชนาการอาหารเสริมแก่เด็กเล็กก่อนวัยเรียน อ.จอมทอง จำนวน 2,000 คน, อ.ดอยเต่ามี 800 คน, อ.ป่าซาง จำนวน 1,800 คน, อ.ศรีเชียงใหม่ จำนวน 2,000 คน ทั้งนี้มีวัดธรรมมงคลเป็นศูนย์กลาง เพื่อนำเงินและสิ่งของ

ไปช่วยเหลือดำเนินการ และท่านยังได้ช่วยสร้างโรงพยาบาล ให้แก่รัฐบาลโดยสร้างอาคารผู้ป่วยใน ผู้ป่วยนอก 3 ชั้น ขนาด 60 เตียง สิ้นเงินกว่า 22 ล้านบาท เพื่อเป็นประโยชน์แก่ประชาชนใน ท้องถิ่นอำเภอจอมทอง รวมทั้งช่วยเหลือสร้างที่ว่าการอำเภอจอมทอง

สำนักงานการประถมศึกษาจอมทองและได้สร้าง อาคารกว้าง 18 เมตร ยาว 81 เมตร 3 ชั้น เป็นอาคารทันสมัย เป็นหอพักที่ฝึกงานห้องเรียนพร้อมบริบูรณ์เป็นเงินกว่า 30 ล้านบาท เพื่อให้แก่สถาบันบัณฑิตพัฒนบริหารศาสตร์ (นิด้า)

ทั้งหมดนี้ ท่านได้อุทิศชีวิตของท่านเพื่อบำเพ็ญประโยชน์แก่ตนและบุคคลผู้อื่น โดยการเสียสละ อย่างสูง มิเห็นแก่ความเหน็ดเหนื่อยแต่ประการใด หากท่านมิได้เสียสละอย่างยิ่งยวดแล้ว ผลงาน จะปรากฏแก่ สายตาของประชาชนเช่นนี้ย่อมเกิดขึ้นไม่ได้ แต่ด้วยความตั้งมั่นที่จะช่วยงาน พระพุทธศาสนาให้เจริญ รุ่งเรืองแก่พระพุทธศาสนา ดังนั้นจึงเป็นที่เคารพนับถือของประชาชน เป็นอย่างสูงในขณะนี้พุทธบริษัท ทั้งหลายต่างพากันชื่นชมในงานที่เป็นประโยชน์แก่ประเทศชาติ และศาสนาอย่างหาประมาณมิได้

พระเทพสิทธาจารย์ (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย)

กันยายน 7, 2009

ประวัติและปฏิปทา
พระเทพสิทธาจารย์
(หลวงปู่จันทร์ เขมิโย)

วัดศรีเทพประดิษฐาราม
ต.ในเมือง อ.เมือง จ.นครพนม

๏ ชาติกำเนิดและชีวิตปฐมวัย

ท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์ (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย) มีนามเดิมว่า จันทร์ สุวรรณมาโจ เกิดเมื่อวันจันทร์ที่ 5 ธันวาคม พุทธศักราช 2524 ตรงกับวันขึ้น 15 ค่ำ เดือน 1 (เดือนอ้าย) ปีมะเส็ง เป็นบุตรคนที่ 3 ในจำนวนพี่น้องทั้งหมด 6 คน ของนายวงศ์เสนา และนางไข สุวรรณมาโจ ครอบครัวประกอบอาชีพทำนาทำไร่ ชาติภูมิอยู่ที่บ้านท่าอุเทน หมู่ที่ 3 ตำบลท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม

ในวัยเยาว์ เด็กชายจันทร์ สุวรรณมาโจ มีสุขภาพไม่ค่อยจะแข็งแรงเพราะป่วยเป็นโรคหืด ครั้นเจริญวัยใหญ่โตขึ้นมาโรคนี้ก็หายขาดไป จนกระทั่งเมื่อท่านมีอายุได้ 60 ปี โรคหืดนี้ก็กลับกำเริบขึ้นมาอีก

ครั้นถึงปีพุทธศักราช 2431 เด็กชายจันทร์ สุวรรณมาโจ ได้เรียนหนังสืออักษรไทยน้อย หัดเขียนหัดอ่านจากหนังสือผูกโบราณ วรรณคดีพื้นบ้านซึ่งประชาชนในสมัยนั้นนิยมอ่านกันมาก

๏ ชีวิตสมณะ การแสวงหาธรรม และปฏิปทา

ในปีพุทธศักราช 2434 ขณะที่เด็กชายจันทร์ สุวรรณมาโจ อายุได้ 10 ขวบ นายวงศ์เสนา สุวรรณมาโจ ผู้เป็นบิดาได้ล้มป่วยและถึงแก่กรรมลง ในงานฌาปนกิจศพของบิดา เด็กชายจันทร์ ก็ได้บรรพชาเป็นสามเณร (บวชหน้าไฟ) เพื่ออุทิศส่วนบุญส่วนกุศลให้แก่บิดา โดยมีพระขันธ์ ขนฺติโก วัดโพนแก้ว ตำบลท่าอุเทน อำเภอท่าอุเทน จังหวัดนครพนม เป็นพระอุปัชฌาย์ หลังจากเสร็จงานศพของบิดาแล้ว สามเณรจันทร์ สุวรรณมาโจ ก็มิได้ลาสิกขา มุ่งหน้าบวชต่อไปเพื่อจะได้ศึกษาเล่าเรียนตามประเพณี การศึกษาเล่าเรียนในสมัยนั้น หนังสือที่ใช้เป็นอุปกรณ์การเรียนการสอนจะเป็นคัมภีร์โบราณเขียนจารเป็นอักษรขอม อักษรธรรม ยากแก่การศึกษาเล่าเรียน ต้องอาศัยความพากเพียรพยายามอย่างมากจึงจะประสบความสำเร็จ

สามเณรจันทร์ สุวรรณมาโจ ได้ศึกษาอักษรสมัยกับพระอาจารย์เคน อุตฺตโม เมื่อแตกฉานเชี่ยวชาญดีแล้ว จึงเรียนบาลีเดิมที่เรียกว่ามูลกัจจายน์ และคัมภีร์สัททาสังคหปฏิโมกข์ ปรากฏว่าสามเณรจันทร์อ่านเขียนและท่องจำได้คล่องแคล่ว จนมีผู้มาขอร้องให้ท่านช่วยจารหนังสืออักษรขอม อักษรธรรมอยู่เสมอ นอกจากสนใจในด้านปริยัติแล้ว สามเณรจันทร์ สุวรรณมาโจ ก็ยังสนใจในการปฏิบัติกรรมฐานอีกด้วย จึงได้ไปศึกษากรรมฐานในสำนักของพระอาจารย์ศรีทัศน์ ที่วัดโพนแก้ว จังหวัดนครพนม เป็นเวลาหลายปี

พระอาจารย์ศรีทัศน์นับว่าเป็นพระสงฆ์ที่ประพฤติดีปฏิบัติชอบองค์หนึ่ง เคยเดินธุดงค์ไปบำเพ็ญกรรมฐาน แสวงหาวิเวกในสถานที่ต่างๆ จนถึงเขตประเทศพม่า และได้รับพระบรมสารีริกธาตุจากพม่า ครั้นเดินทางกลับถึงอำเภอท่าอุเทนแล้ว ได้ชักชวนประชาชนก่อสร้างพระธาตุท่าอุเทนขึ้น เพื่อบรรจุพระบรมสารีริกธาตุที่ได้มาจากประเทศพม่า ใช้เวลาสร้าง 7 ปี จึงแล้วเสร็จ และตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระธาตุท่าอุเทนจึงเป็นปูชนียสถานแห่งหนึ่งของจังหวัดนครพนม ตั้งตระหง่านอยู่ใกล้ฝั่งแม่น้ำโขงจนถึงทุกวันนี้

สามเณรจันทร์ สุวรรณมาโจ ศึกษาเล่าเรียนอักษรสมัย และปฏิบัติกรรมฐานอยู่มาจนถึงอายุ 19 ปี ในขณะเดียวกันท่านก็รู้สึกเป็นห่วงโยมมารดาและครอบครัว อยากจะช่วยเหลือครอบครัวให้รอดพ้นจากความอยากยากจน คราวใดได้ลาภสักการะมา ก็มักจะส่งไปให้โยมมารดา ในกาลต่อมา เพื่อนสามเณรรุ่นเดียวกันมาชักชวนให้ลาสิกขาไปทำการค้า สามเณรจันทร์เห็นว่าเป็นหนทางที่จะร่ำรวยช่วยเหลือทางบ้านได้ จึงตัดสินใจไปขอลาสิกขากับพระอุปัชฌาย์ ซึ่งท่านก็อนุญาตให้สึกได้ตามประสงค์

หลังจากลาสิกขาแล้ว นายจันทร์ สุวรรณมาโจ ก็เข้าหุ้นกับเพื่อนร่วมกันทำมาค้าขาย ตอนแรกรู้สึกว่าร่ำรวยทำมาค้าขึ้น ในระหว่างนั้นก็มีเจ้านายที่เคารพนับถือมาขอร้องให้ไปช่วยจารหนังสือขอม-หนังสือธรรมให้อยู่เสมอ ทำให้ไม่ค่อยมีเวลาดูแลกิจการค้าขายอย่างเต็มที่ ส่วนเวลากลางคืนยังมีเจ้านายมากะเกณฑ์ให้ไปอยู่เวรยามมิได้ขาด ชั่วเวลาเพียงไม่กี่เดือน การค้าขายที่คาดกันไว้ว่าจะร่ำรวยกลับมีแต่ทรุด เป็นเหตุให้นายจันทร์เกิดความเบื่อหน่าย ต้องล้มเลิกกิจการค้าขายไป ท่านรู้สึกไม่สบายใจในชีวิตฆราวาส ซึ่งมีแต่ความสับสนวุ่นวาย แก่งแย่งเอารัดเอาเปรียบกัน หาความเที่ยงธรรมและความสงบสุขได้ยาก

นอกจากนี้ตลอดระยะเวลา 5 เดือน ที่อยู่เป็นฆราวาส หนุ่มจันทร์ยังมีสตรีเพศเข้ามาติดต่อพัวพันยั่วยวนด้วยวิธีการต่างๆ นานา ยิ่งทำให้หนุ่มจันทร์รู้สึกอึดอัดใจ ในที่สุดหนุ่มจันทร์ก็ตัดสินใจแน่วแน่ว่าจะกลับมาบวชอีก ประกอบกับตอนนั้นอายุครบ 20 ปีบริบูรณ์ จึงมุ่งหน้าเข้าสู่ร่มเงาผ้ากาสาวพัสตร์ ขออุปสมบทเป็นพระภิกษุในปีพุทธศักราช 2445 โดยมีพระภิกษุเหล่า ปญฺญาวโร เป็นพระอุปัชฌาย์, พระอาจารย์เคน อุตฺตโม เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระอาจารย์หนู วิริโย เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาว่า “เขมิโย” อุปสมบท ณ พัทธสีมาวัดโพนแก้ว จังหวัดนครพนม และได้พำนักจำพรรษาอยู่ที่วัดนี้

หลังจากที่อุปสมบทแล้ว พระภิกษุจันทร์ เขมิโย ก็ถูกพวกสตรีเพศที่เคยมาติดพันท่านสมัยเป็นฆราวาส มารบกวนไปมาหาสู่อยู่เนืองๆ ท่านเห็นว่า ถ้าขืนอยู่ที่วัดโพนแก้วต่อไป สตรีเพศคงจะมารบกวนยั่วยวนเช่นนี้เรื่อยไป จะทำให้เกิดความเศร้าหมองแก่เพศพรหมจรรย์เข้าสักวัน จึงตัดสินใจกราบลาพระอุปัชฌาย์ ย้ายไปอยู่วัดพระอินทร์แปลง และในขณะเดียวกันพระอาจารย์เคน อฺตฺตโม ผู้ที่เคยอบรมสั่งสอนท่าน ต้องย้ายไปอยู่วัดพระอินทร์แปลง เพื่อเป็นเจ้าอาวาส ดังนั้นพระภิกษุจันทร์ เขมิโย จึงย้ายติดตามพระอาจารย์เคนไปด้วย

พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล

ในปี พ.ศ.2445 นั่นเอง พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล วัดเลียบ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี พระอาจารย์ใหญ่ฝ่ายวิปัสสนากรรมฐาน พร้อมด้วยพระปัญญาพิศาลเถระ (หนู ฐิตปญฺโญ) วัดปทุมวนาราม กรุงเทพฯ ซึ่งตอนนั้นยังเป็นพระครูอยู่วัดใต้ อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี ได้เดินทางผ่านมาถึงจังหวัดนครพนม มาปักกลดปฏิบัติธรรมอยู่ภายใต้ต้นโพธิ์ ตอนใต้เมืองนครพนม ประชาชนจำนวนมากพากันไปกราบไหว้ฟังธรรม และขอรับแนวทางการปฏิบัติธรรมบำเพ็ญสมาธิมิได้ขาด พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ ข้าหลวงเมืองนครพนมทราบข่าว จึงไปกราบนมัสการ และสนทนาธรรมกับพระอาจารย์ทั้งสอง

การกราบพบปะสนทนากันในครั้งนั้น ท่านพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ได้ชี้แจงความเป็นมาของตน ว่าเคยเป็นศิษย์ของสมเด็จพระมหาสมณเจ้า กรมพระยาวชิราญาณวโรรส (พระองค์เจ้ามนุษยนาคมานพ) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ พร้อมทั้งได้เล่าถึงพฤติกรรมของพระภิกษุสามเณร ในจังหวัดนครพนมให้ท่านทราบ และขอให้ช่วยหาทางแก้ไขด้วย พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล จึงแนะนำให้เสาะหาคัดเลือกพระภิกษุสามเณร ผู้เฉลียวฉลาดมีความประพฤติดี และสมัครใจที่จะทำทัฬหิกรรมญัตติเป็นพระภิกษุสามเณรในคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย เพื่อไปอยู่ศึกษาข้อวัตรปฏิบัติในสำนักของพระอาจารย์ทั้งสอง ให้มีความหนักแน่นมั่นคงในพระธรรมวินัยแล้ว จึงส่งกลับมาอยู่นครพนมตามเดิม จะได้ช่วยกันแก้ไขความประพฤติปฏิบัติของพระภิกษุสามเณร ในจังหวัดนครพนมให้ดีขึ้น

ท่านพระยาสุนทรฯ ข้าหลวงเมืองนครพนมได้เสาะแสวงหาพระภิกษุสามเณรที่มีปฏิปทาน่าเลื่อมใส ทาบทามพระภิกษุได้ 5 รูป และสามเณรอีก 1 รูป 4 รูปนั้น มีพระภิกษุจันทร์ เขมิโย รวมอยู่ด้วย พระยาสุนทรฯ ได้นำพระภิกษุสามเณร ทั้ง 5 รูปมาถวายตัวเป็นศิษย์พระอาจารย์เสาร์ และพระปัญญาพิศาลเถระ (หนู ฐิตปญฺโญ)

พระภิกษุจันทร์ เขมิโย นั้นมีความรู้พื้นฐานทางสมถกรรมฐานอยู่ก่อนแล้ว เมื่อเข้ามาเป็นศิษย์ของพระอาจารย์เสาร์ จึงรู้สึกถูกอัธยาศัยเป็นอย่างยิ่ง ข้อวัตรปฏิบัติใดที่ยังไม่รู้ไม่เข้าใจ ก็ตั้งใจศึกษาและเรียนถามจากครูบาอาจารย์ พร้อมทั้งใส่ใจฝึกปฏิบัติสมาธิอย่างจริงจัง มีความเจริญก้าวหน้าในการปฏิบัติกรรมฐานอย่างรวดเร็ว

พระธรรมเจดีย์ (จูม พนฺธุโล)

ในปลายปี พ.ศ.2445 พระอาจารย์เสาร์ และพระปัญญาพิศาลเถระ (หนู ฐิตปญฺโญ) ก็ได้อำลาประชาชนเดินทางกลับสู่จังหวัดอุบลราชธานี พร้อมด้วยพระภิกษุ 4 รูป คือ พระภิกษุจันทร์ เขมิโย (คือท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์) พระภิกษุสา พระภิกษุหอม พระภิกษุสังข์ และสามเณรอีก 3 รูป ในจำนวน 3 รูปนี้ มีสามเณรจูม จันทรวงศ์ (ต่อมาได้เป็นพระธรรมเจดีย์) รวมอยู่ด้วย คณะของพระอาจารย์เสาร์ ได้จาริกธุดงค์ไปตามที่ต่างๆ หยุดพักรอนแรมกลางป่าดงพงไพร ได้พบสัตว์ป่านานาชนิด มีเสือ มีช้าง กวาง ละมั่ง ควายป่า เป็นต้น

เมื่อเจอสัตว์ป่า พระอาจารย์เสาร์ ก็สั่งให้คณะนั่งลงกับพื้นดิน แล้วแผ่เมตตาให้สัตว์เหล่านั้น พระภิกษุสามเณรทุกรูปก็แคล้วคลาดปลอดภัย ท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์ (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย) เล่าไว้ว่า ในการบำเพ็ญกรรมฐานในป่านั้น ประการสำคัญ ต้องทำตนให้เป็นผู้มีศีลบริสุทธิ์ ซึ่งผู้ปฏิบัติทั่วไปมักจะมีความวิตกกังวล ซึ่งจะทำให้เกิดความไม่เชื่อมั่นในตัวเอง ต่อจากนั้นก็มีอันเป็นไป หากมีศีลบริสุทธิ์ จิตก็สงบเป็นสมาธิได้ง่าย และอีกประการหนึ่งจะต้องยึดมั่นในพระรัตนตรัย ระลึกถึงพระพุทธคุณ พระธรรมคุณ และพระสังฆคุณอยู่เสมอ

ในการเดินทางครั้งนั้น คณะของพระอาจารย์เสาร์ ได้เดินทางมาทางพระธาตุพนม ไปมุกดาหาร อำนาจเจริญ แล้วเข้าสู่ตัวเมืองอุบลราชธานี ไปพำนักอยู่วัดเลียบ ในขณะเดียวกันพระภิกษุจันทร์ เขมิโย ก็เป็นพระพี่เลี้ยงอบรมอักขระฐานกรณ์และคำขอญัตติ เพื่อทำทัฬหิกรรมเป็นพระธรรมยุติต่อไป เมื่อท่องบทสวดต่างๆ ได้คล่องแคล่วแล้ว พระอาจารย์เสาร์ก็นำคณะพระภิกษุจันทร์ เขมิโย ไปประกอบพิธีทัฬหิกรรมญัตติ เป็นพระภิกษุสามเณรในคณะธรรมยุติโดยสมบรูณ์ ณ พระอุโบสถวัดศรีทอง (วัดศรีอุบลรัตนาราม) อำเภอเมือง จังหวัดอุบลราชธานี โดยมีพระสังฆรักขิโต (พูน) วัดศรีทอง เป็นพระอุปัชฌาย์, พระครูหนู ฐิตปญฺโญ (คือ พระปัญญาพิศาลเถระ) วัดใต้ เป็นพระกรรมวาจาจารย์ และพระครูประจักษอุบลคุณ (พระอาจารย์สุ้ย) เป็นพระอนุสาวนาจารย์ ได้รับนามฉายาเดิมคือ “เขมิโย”

หลังจากอุปสมบทแล้ว พระภิกษุจันทร์ก็พำนักจำพรรษา ณ วัดเลียบ จังหวัดอุบลราชธานี เพื่อศึกษาข้อวัตรปฏิบัติกับพระอาจารย์เสาร์ ทางด้านการศึกษาปริยัติธรรม พระภิกษุจันทร์ก็มิได้ทอดทิ้ง ท่านสนใจในการเรียนรู้อย่างมิรู้เบื่อหน่าย พยายามศึกษาพระปริยัติธรรมแผนใหม่ ได้แก่ วิชาธรรมะ วิชาวินัย วิชาพุทธประวัติ และวิชาอธิบายกระทู้ธรรม ซึ่งท่านเจ้าประคุณพระอุบาลีคุณูปมาจารย์ (จันทร์ สิริจนฺโท) ได้นำมาเผยแพร่ที่จังหวัดอุบลราชธานี ส่วนแนวทางการปฏิบัติกรรมฐานนั้น พระภิกษุจันทร์ได้ฝึกอบรมในสำนักของพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล พระอาจารย์มั่น ภูริทตฺโต และพระปัญญาพิศาลเถระ (หนู ฐิตปญฺโญ) จนมีความรู้ความก้าวหน้าทั้งด้านปริยัติและด้านปฏิบัติอย่างแท้จริง มีจิตใจคงมั่น ไม่หวั่นไหวต่อสิ่งเย้ายวน

ทางด้านพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ ข้าหลวงประจำเมืองนครพนม ได้มีหนังสือฉบับหนึ่งส่งไปกราบนมัสการพระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ส่วนอีกฉบับหนึ่งส่งไปกราบทูลพระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงสรรพสิทธิประสงค์ ข้าหลวงต่างพระองค์ประจำมณฑลอุบลราชธานี เพื่อขอนิมนต์ตัวพระภิกษุจันทร์ เขมิโย กลับไปตั้ง ‘สำนักคณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย’ ขึ้นที่เมืองนครพนม

พระอาจารย์เสาร์ จึงนำพระภิกษุจันทร์ เขมิโย เข้าพบกรมหลวงสรรพสิทธิฯ พระองค์ท่านทอดพระเนตรเห็นพระภิกษุจันทร์ยังหนุ่มน้อยเช่นนั้น จึงรีบสั่งด้วยความห่วงใยว่า “พระอย่างคุณน่ะหรือ จะนำคณะธรรมยุติไปตั้งที่จังหวัดนครพนม รูปร่างเล็ก ยังหนุ่มแน่น ประสบการณ์ยังอ่อน หาพอที่จะรักษาตัวและหมู่คณะได้ ไม่น่าจะไปตายเพราะผู้หญิง ฉันเกรงว่าจะนำวงศ์ธรรมยุติไปทำเสื่อมเสียซะมากกว่า… ”

พระอาจารย์เสาร์ได้ฟังดังนั้น จึงถวายพระพรเล่าถึงปฏิปทาจรรยามารยาท และความเป็นผู้หนักแน่นในพระธรรมวินัยของพระภิกษุจันทร์ ผู้เป็นศิษย์ ให้ทราบทุกประการ

หลังจากได้ฟังคำบอกเล่าจากพระอาจารย์เสาร์แล้ว กรมหลวงสรรพสิทธิฯ ก็ทรงอนุญาตให้พระภิกษุจันทร์ เขมิโย พร้อมด้วยคณะ เดินทางไปจังหวัดนครพนม พร้อมกับทรงออกหนังสือรับรองเป็นการอำนวยความสะดวกในการเดินทางให้หนึ่งฉบับ มีใจความว่า “ให้นายอำเภอ กำนัน ผู้ใหญ่บ้าน ในเส้นทางที่เดินผ่าน ให้จัดคนตามส่งตลอดทาง พร้อมทั้งให้จัดที่พักอาศัย และภัตตาหารถวายด้วย” พระภิกษุจันทร์ เขมิโย พร้อมด้วยคณะได้ออกเดินทางมุ่งหน้าสู่จังหวัดนครพนม ผ่านป่าดงเข้าหมู่บ้านต่างๆ ที่อยู่ในเส้นทาง ครั้นประชาชนทราบข่าวก็พากันไปกราบไหว้ แสดงความชื่นชมโสมนัส ท่านได้แสดงธรรมโปรดประชาชนมาเป็นระยะๆ

การเดินทางไปสมัยนั้นเป็นไปด้วยความยากลำบาก เพราะไม่มีถนน รถยนต์ก็ไม่มี คงมีแต่ทางเดินเท้ากับทางเกวียน ซึ่งพวกพ่อค้าใช้เป็นเส้นทางติดต่อค้าขาย คณะของพระภิกษุจันทร์ เดินทางรอนแรมมาเป็นเวลา 21 วันจึงลุถึงเขตเมืองนครพนม ไปหยุดยับยั้งอยู่บ้านหนองขุนจันทร์ ทางทิศใต้เมืองนครพนม พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์เจ้าเมืองนครพนม ทราบข่าวก็จัดขบวนออกไปต้อนรับ นิมนต์พระสงฆ์สามเณรขึ้นนั่งบนเสลี่ยง หามแห่เข้าเมือง นำไปพักอาศัยอยู่ ณ วัดศรีขุนเมือง (วัดศรีเทพประดิษฐาราม)

นับจำเดิมตั้งแต่นั้น (พ.ศ.2449) เป็นต้นมา คณะสงฆ์ฝ่ายธรรมยุติกนิกาย ได้ปักหลักตั้งมั่นในจังหวัดนครพนม พระภิกษุจันทร์ เขมิโย ได้ใช้ความรู้ความสามารถ พัฒนาวัดศรีขุนเมืองให้เจริญรุ่งเรืองเรื่อยมา แต่ก่อนวัดศรีขุนเมือง เป็นวัดรกร้างว่างเปล่า ไม่มีพระสงฆ์อยู่อาศัย สภาพโดยทั่วไปจึงรกร้าง เสนาสนะและพระอุโบสถทรุดโทรม พระภิกษุจันทร์ได้ขอความอุปถัมภ์บำรุงจากทางราชการ ซึ่งมีพระยาสุนทรเพทกิจจารักษ์เป็นประธาน และขอความอุปถัมภ์จากชาวบ้าน ซึ่งมีขุนทิพย์สมบติ เป็นหัวหน้า ปรากฏว่าได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่ายด้วยดี

หลังจากที่กลับมาอยู่จังหวัดนครพนม พระภิกษุจันทร์ เขมิโย มีงานที่ต้องรับผิดชอบหลายอย่าง ทั้งงานปกครองงานการศึกษา และงานเผยแผ่อบรมสั่งสอนประชาชน ในโอกาสต่อมา ทางราชการประสงค์จะแต่งตั้งท่านให้เป็นเจ้าคณะเมือง (คือ เจ้าคณะจังหวัด) ฝ่ายธรรมยุติ ท่านได้พิจารณาเห็นว่าตัวเองยังมีอายุพรรษาน้อยเพียง 7 พรรษาเท่านั้น ขาดประสบการณ์ในการปกครองคณะสงฆ์และความรู้ก็น้อย ท่านจึงปฏิเสธไม่ขอรับตำแหน่งดังกล่าว แต่ขอเวลาไปศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมที่กรุงเทพฯ

พระสาสนโสภณ (เจริญ ญาณวโร)
สมณศักดิ์สุดท้ายที่ สมเด็จพระพุทธโฆษาจารย์

เมื่อทราบความประสงค์ดังนั้น พระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ ก็ได้ทำหนังสือส่วนตัวฉบับหนึ่ง กราบเรียนท่านเจ้าคุณพระสาสนโสภณ (เจริญ ญาณวโร) เจ้าอาวาสวัดเทพศิรินทราวาส เพื่อขอฝากฝังพระภิกษุจันทร์ เขมิโย กับคณะให้ได้พักอาศัย เพื่อศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม ในปี พ.ศ.2451 พระภิกษุสามเณรจำนวน 5 รูป ซึ่งมีพระจันทร์ เขมิโย เป็นหัวหน้าก็ได้เดินทางเข้ากรุงเทพฯ โดยเดินเท้าจากนครพนมไปขึ้นรถไฟที่โคราช สิ้นเวลา 24 วัน จากนั้นนั่งรถไฟจากโครราชเข้ากรุงเทพฯ ไปพักอยู่วัดเทพศิรินทราวาส ตั้งใจศึกษาเล่าเรียนพระปริยัติธรรม สอบไล่ได้นักธรรมชั้นตรี ได้รับพัดตราธรรมจักรไว้เป็นประกาศนียบัตร

ส่วนบาลีสอบไล่ได้ประโยค ป.ธ.2 กำลังหัดแปลพระธรรมบท เพื่อสอบประโยค ป.ธ.3 ก็ได้รับหนังสือนิมนต์จากพระยาสุนทรเทพกิจจารักษ์ เจ้าเมืองนครพนม ในหนังสือฉบับนั้นกล่าวว่า พระสงฆ์ดำรงตำแหน่งเจ้าคณะแขวง ที่เป็นเจ้าอาวาสวัดศรีเทพประดิษฐาราม ได้มรณภาพลง ไม่มีผู้ใดจะทำหน้าที่ดูแลวัด และปกครองพระสงฆ์สามเณร ดังนั้นจึงขอให้พระภิกษุจันทร์ เขมิโย เดินทางกลับนครพนม

พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า
(หม่อมเจ้าภุชงค์ ชุมพูนุท สิริวฑฺฒโน)

ในขณะเดียวกัน พระยาสุนทรฯ ก็มีหนังสืออีกสองฉบับไปถวาย ท่านเจ้าคุณพระสาสนโสภณ และทูลถวาย พระเจ้าวรวงศ์เธอ กรมหลวงชินวรสิริวัฒน์ สมเด็จพระสังฆราชเจ้า (หม่อมเจ้าภุชงค์ ชุมพูนุท สิริวฑฺฒโน) กราบทูลถึงความเป็นมาของคณะธรรมยุติกนิกาย ในเมืองนครพนม และขอให้ส่งตัวพระภิกษุจันทร์ เขมิโย กลับไปเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการบริหารงานของคณะสงฆ์ต่อไป เมื่อเห็นความจำเป็นจนไม่สามารถจะหลีกเลี่ยงได้พระภิกษุจันทร์ เขมิโย จึงเข้าเฝ้าสมเด็จพระสงฆราชเจ้าฯ เพื่อกราบทูลลา พระองค์ทรงมีพระเมตตาประทานโอวาท และนโยบายในการบริหารงานคณะสงฆ์ธรรมยุต พร้อมทั้งได้ประทานกับปิยภัณฑ์เป็นค่าใช้จ่ายในการเดินทางกลับ จำนวน 80 บาท (ในสมัยนั้นถือว่าเป็นจำนวนมากพอสมควร)

นอกจากนี้ สมเด็จพระสังฆราชเจ้าฯ ยังได้ประทานหนังสือเรียนทั้งนักธรรมและบาลี เป็นจำนวนมากมายบรรทุกรถลากได้ 3 คันรถ พระภิกษุจันทร์เดินทางจากกรุงเทพฯ ถึงนครราชสีมา โดยรถไฟ ต่อจากนั้น จึงจ้างเกวียนบรรทุกสิ่งของและหนังสือ เดินทางผ่านจังหวัดขอนแก่น อุดรธานี หนองคาย ครั้งถึงหนองคายก็หมดระยะทางเกวียน ต้องจ้างเรือกลไฟของฝรั่งเศสบรรทุกสิ่งของไปตามแม่น้ำโขง จนกระทั่งถึงนครพนม

นับตั้งแต่นั้นเป็นต้นมา พระภิกษุจันทร์ เขมิโย ก็ทำหน้าที่บริหารงานคณะสงฆ์ เพียรอุทิศชีวิตเพื่อพิทักษ์ฟื้นฟูพระพุทธศาสนา ท่านได้ตั้งโรงเรียนสอนภาษาไทยแผนใหม่ขึ้นที่วัดศรีเทพฯ พร้อมทั้งได้เปิดสอนปริยัติธรรมทั้งแผนกนักธรรม แผนกธรรมศึกษา และแผนกบาลี พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) เป็นผู้มีปฏิปทาอันน่าเลื่อมใส และควรยึดถือเป็นแบบอย่าง ท่านเป็นพระนักพัฒนาที่เอาจริงเอาจัง และทำงานอย่างต่อเนื่อง จะเห็นได้จากการบูรณปฏิสังขรณ์วัดร้าง (วัดศรีขุนเมือง) ให้เจริญรุ่งเรือง มีพระอุโบสถ ศาลาบำเพ็ญกุศล เสนาสนะสงฆ์ และสิ่งก่อสร้างอื่นๆ อีกมาก

นอกจากการพัฒนาทางด้านวัตถุแล้ว พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณฯ ยังได้พัฒนาจิตใจของคณะศรัทธาญาติโยมและประชาชนทั่วไปควบคู่กันไปด้วยในวันธรรมสวนะ ทั้งในและนอกพรรษา พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณฯ ก็จะแสดงธรรมให้พระภิกษุ สามเณร อุบาสก และอุบาสิกา ฟังเป็นประจำ นอกจากนั้น พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณฯ ยังได้แนะนำฝึกอบรมพระสงฆ์ สามเณร อุบาสก และอุบาสิกา ให้ได้รู้จักปฏิบัติกรรมฐานเจริญสมาธิภาวนา เพื่ออบรมจิตใจให้มีความมั่นคง ไม่หวั่นไหวไปตามโลกธรรม

ในปี พ.ศ.2464 พระอาจารย์เสาร์ กนฺตสีโล ผู้เคยเป็นอาจารย์ของพระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณฯ ได้ออกเดินธุดงค์กรรมฐาน จาริกแสวงหาความวิเวกจากจังหวัดอุบลราชธานีมาถึงจังหวัดนครพนม และได้มาพำนักอยู่วัดศรีเทพประดิษฐาราม ซึ่งตอนนั้นยังเป็นป่าใหญ่เหมาะสมแก่การบำเพ็ญเพียร พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณฯ ได้ออกธุดงค์ติดตามพระอาจารย์เสาร์ ไปด้วย โดยมุ่งข้ามไปฝั่งประเทศลาว เนื่องจากมีภูเขาสลับซับซ้อน มีถ้ำหรือเงื้อมเขามากมาย ควรแก่การเข้าไปพักอาศัยบำเพ็ญภาวนาเป็นอย่างยิ่ง เมื่อท่านเดินธุดงค์ผ่านไปถึงหมู่บ้านใด ก็จะชี้แจงแสดงธรรมให้ชาวบ้านเข้าใจหลักพระพุทธศาสนา และให้ตั้งมั่นอยู่ในศีลห้า

ต่อมาในปี พ.ศ.2471 พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณฯ และลูกศิษย์ได้ออกธุดงค์ข้ามไปฝั่งประเทศลาวอีกครั้งหนึ่ง ผ่านเมืองต่างๆ ของลาว ไปจนถึงเขตประเทศเวียดนาม เดินธุดงค์ต่อไปผ่านเมืองท่าไฮฟอง เมืองเว้ เมืองไซง่อน ได้ประสบพบเห็นความทุกข์ยากลำบากของชาวเวียดนาม เพราะข้าวปลาอาหารไม่ค่อยอุดมสมบูรณ์

คุณงามความดีที่พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณฯ ได้ประพฤติปฏิบัติมาด้วยความเพียรพยายามอย่างสุดความสามารถ ทำให้กิจการพระศาสนาเจริญรุ่งเรืองมาตามลำดับ สามารถปลูกศรัทธาปสาทะให้เกิดขึ้นในจิตใจของคณะศรัทธาญาติโยมและประชาชนทั่วไป จึงทำให้ทางการบ้านเมืองและคณะสงฆ์เห็นความสำคัญของท่าน จึงได้ยกย่องเทิดทูนท่านไว้ในตำแหน่งสมณศักดิ์ ตามลำดับดังนี้

พ.ศ.2474 ได้รับพระราชทานแต่งตั้งเป็นพระครูสัญญาบัตรพัดยศที่ พระครูสารภาณพนมเขต ตำแหน่งเจ้าคณะจังหวัดนครพนม

พ.ศ.2480 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นสามัญที่ พระสารภาณมุนี

พ.ศ.2496 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นราชที่ พระราชสารภาณมุนี

พ.ศ.2502 ได้รับพระราชทานเลื่อนสมณศักดิ์ เป็นพระราชาคณะชั้นเทพที่ พระเทพสิทธาจารย์

หลวงปู่จันทร์ เขมิโย

(มีต่อ)

สาวิกาน้อย
บัวทอง

เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 1641

ตอบเมื่อ: 10 ก.ย. 2006, 11:29 pm

เจดีย์บรรจุอัฐิเจ้าคุณปู่พระเทพสิทธาจารย์ จันทร์ เขมิโย

๏ ธรรมโอวาท

พระเดชพระคุณท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์ (หลวงปู่จันทร์ เขมิโย) เป็นพระสงฆ์ที่แสดงธรรมได้จับใจไพเราะ มีโวหารปฏิภาณดี ธรรมโอวาทของท่านที่พร่ำสอนพระภิกษุสามเณร และญาติโยมอยู่เสมอ คือเรื่อง “การเตรียมตัวเตรียมใจ” ซึ่งมีใจความดังนี้

“เราเกิดมาในชาติหนึ่งๆ อย่าปล่อยให้ร่างกายของเราเหมือนเรือไหลล่อง ผู้เป็นเจ้าของต้องเตรียมตัวระมัดระวังหางเสือของเรือไว้ให้ดี ผู้ใดเผลอผู้ใดประมาท ผู้นั้นมอบกายของตนให้เป็นเรือไหลล่องไปตามกระแสน้ำ ผู้นั้นเรียกว่า โง่น่าเกลียดฉลาดน่าชัง เป็นยาพิษ เรือที่เรานั่งไปนั้นหากมันล่มลงในกลางน้ำ จระเข้ก็จะไล่กิน กระโดดขึ้นมาบนดิน ฝูงแตนก็ไล่ต่อย คนเราเกิดมามีกิเลส เรียกว่า กิเลสวัฏฏะ เป็นเชือกผูกมัดคอ

ผู้มีกิเลสต้องทำกรรม เรียกว่า กรรมวัฏฏะ ซึ่งก็เป็นเชือกมัดคออีกเส้นหนึ่ง ผู้ที่ทำกรรมไว้ย่อมจะได้เสวยผลของการกระทำ เรียกว่า วิปากวัฏฏะ เป็นเชือกเส้นที่สามมัดคอไว้ในเรือนจำ เราทุกคนต้องสร้างสมอบรมปัญญา ซึ่งสามารถทำลายเรือนจำให้แตก ผู้ใดทำลายเรือนจำไม่ได้ ผู้นั้นก็จะเกิด แก่ เจ็บ ตาย เวียนว่ายอยู่ในวัฏฏะนี้เรื่อยไป เพราะฉะนั้น เราทุกคนจะต้องเตรียมตัวเป็นนักกีฬา ต่อสู้ทำลายเรือนจำให้มันแตก อย่าให้มันขังเราไว้ต่อไป คนเราจะไปสวรรค์ก็ได้ ไปนิพพานก็ได้ ไปสู่อบายภูมิก็ได้ เมื่อเป็นเช่นนี้ ต้องดำเนินชีวิตในทางที่ดีที่งาม

อยากดีต้องทำดีเป็น อยากได้ต้องทำได้เป็น อยากดีต้องละเว้นทางเสื่อม ตามที่พระพุทธองค์ทรงตรัสสอนไว้ นิททาสีลี อย่าพากันนอนตื่นสาย สภาสีลี ผู้ใดอยากดี อย่าพากันพูดเล่น อนุฏฐาตา ผู้ใดอยากดี ให้พากันขยันหมั่นเพียร อลโส ผู้ใดอยากดี อย่าเป็นคนเกียจคร้าน ผู้ใดอวดเก่ง ผู้นั้นเป็นคนขี้ขลาด ผู้ใดอวดฉลาดผู้นั้นเป็นคนโง่ ผู้ใดคุยโว ผู้นั้นเป็นคนไม่เอาถ่าน อยากเป็นคนดีต้องทำดีถูก เรียนหนังสือเพื่อรู้ ดูหนังสือเพื่อจำ ทำอะไรต้องหวังผล เกิดมาเป็นคนต้องมีความคิด อุบายเครื่องพ้นทุกข์ไม่ใช่อยู่ที่อื่นไกล หากแต่อยู่ที่มีสติสัมปชัญญะรอบคอบในทุกอิริยาบถ”

สมเด็จพระสังฆราช (จวน อุฏฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม

๏ ปัจฉิมบท

ด้วยเหตุนี้พระเดชพระคุณ ท่านเจ้าคุณหลวงปู่พระเทพสิทธาจารย์ เป็นพระเถระผู้ใหญ่มีอายุพรรษาสูง เปี่ยมล้นด้วยประสบการณ์ ทรงไว้ซึ่งคุณธรรม มีพรหมวิหารธรรมเป็นที่ตั้ง กิริยามารยาทนุ่มนวล มีวาจาไพเราะ เป็นคนอ่อนน้อมถ่อมตน ท่านจึงเป็นที่เคารพสักการบูชาของพระภิกษุสามเณร และคฤหัสถ์ทั่วไป

ผู้ที่เคารพนับถือท่านเจ้าคุณหลวงปู่มากก็มี สมเด็จพระอริยวงศาคตญาณ สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (จวน อุฏฐายี) วัดมกุฏกษัตริยาราม กรุงเทพฯ ซึ่งมักไปมาหาสู่กันอยู่เสมอ อีกรูปหนึ่งที่เคารพรักหลวงปู่มากถึงกับฝากตัวเป็นลูกคือ สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช สกลมหาสังฆปรินายก (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ สมเด็จพระสังฆราชองค์ปัจจุบัน

สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร

สมเด็จพระญาณสังวร สมเด็จพระสังฆราช (เจริญ สุวฑฺฒโน) วัดบวรนิเวศวิหาร กรุงเทพฯ มักจะเรียกหลวงปู่เจ้าคุณว่า “หลวงพ่อ” และหลวงปู่เจ้าคุณ ก็เรียกสมเด็จพระสังฆราช สมัยเป็นเจ้าคุณว่า “เจ้าคุณลูก” หลวงปู่เจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์ นับว่าเป็นพระสุปฏิปันโนชั้นเยี่ยมองค์หนึ่ง ท่านได้ประพฤติดีปฏิบัติชอบเรื่อยมา เป็นผู้สมบูรณ์ด้วยปริยัติและปฏิบัติ กาลเวลาผ่านไป วัยสังขารและรูปกายของหลวงปู่ ก็เป็นไปตามกฎแห่งไตรลักษณ์ ย่อมแตกดับสลายไปในที่สุด ดุจผลไม้สุกงอมเต็มที่ ย่อมร่วงหล่นหลุดจากขั้ว ฉะนั้น

สุดวิสัยที่แพทย์จะช่วยไว้ได้ ท่านถึงมรณภาพด้วยโรคชรา ในวันศุกร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ.2516 สิริรวมอายุได้ 92 ปี พรรษา 72 ศพของหลวงปู่เจ้าคุณได้เก็บรักษาไว้ให้ประชาชนได้กราบไหว้บูชาและบำเพ็ญกุศลอุทิศถวายเรื่อยมา จนถึงวันเสาร์ที่ 22 พฤศจิกายน พ.ศ.2522 จึงได้มีพิธีพระราชทานเพลิงศพของท่าน โดยได้รับพระมหากรุณาธิคุณจากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าพระบรมราชินีนาถ ได้เสด็จพระราชดำเนินไปพระราชทานเพลิงศพ ทางฝ่ายคณะคณะสงฆ์ ก็มี สมเด็จพระสังฆราช พร้อมด้วยพระเถรานุเถระและคณาจารย์ทั่วประเทศ ได้ไปร่วมพิธีพระราชทานเพลิงศพหลวงปู่เหลือคณานับ

…………………………………………………….

คัดลอกมาจาก ::
หนังสือแก้วมณีอีสาน

http://www.manager.co.th/dhamma/

สาวิกาน้อย
บัวทอง

เข้าร่วม: 27 มี.ค. 2006
ตอบ: 1641

ตอบเมื่อ: 07 ก.พ.2007, 5:01 pm

หลวงปู่จันทร์ เขมิโย กับ ปลาพระโพธิสัตว์

หลายคนคงจะสงสัยว่า การเกิดมาเพื่อบำเพ็ญบารมีเพื่อจะไปเป็นพระพุทธเจ้า ในพระไตรปิฎกที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้นั้น มีจริงหรือไม่ ลองอ่านเรื่องนี้แล้วพิจารณาดู

เหตุเกิดที่จังหวัดนครพนม ณ วัดศรีเทพประดิษฐาราม โดยท่านเจ้าคุณพระเทพสิทธาจารย์ (จันทร์ เขมิโย) ท่านเล่าเอาไว้ว่า

มีอยู่คืนหนึ่งท่านกำลังทำสมาธิกรรมฐาน ก็ปรากฏภาพนิมิตขึ้นในสมาธิ เป็นภาพของแอ่งน้ำกำลังแห้งมีปลาอยู่หกตัว เป็นปลาหมอ ๓ ตัว ปลาดุก ๓ ตัว กำลังดิ้นรนกระเสือกกระสนอยู่ ท่านจึงกำหนดจิตถามว่า เป็นคู่เวรคู่กรรมมาทวงหนี้เวรกรรมหรือไม่

ปลาเหล่านั้นตอบว่า พวกเราเป็นพระโพธิสัตว์มาเกิดเป็นปลาเพื่อบำเพ็ญบารมี แต่ถูกกระแสกรรมทำให้ถูกนายบุญช่วย สุวรรณทรรภ จับมาขังเอาไว้ในตุ่มน้ำในสวนกล้วยติดหลังวัด ตอนนี้น้ำกำลังแห้ง ถ้าตายก่อนจะหมดโอกาสบำเพ็ญบารมี

หลวงปู่จึงถามว่า เหตุใดจึงมาปรากฏในข่ายฌานสมาธิของท่าน

ปลาโพธิสัตว์เหล่านั้นตอบว่า พวกเราตั้งจิตอธิษฐานว่า ด้วยกุศลผลบุญที่บำเพ็ญเพียรเพื่อปรารถนาพุทธภูมิในอนาคต ขอให้เราได้ปรากฏในข่ายฌานของผู้ทรงศีล ที่เคยเกื้อกูลกันมาก่อนในอดีตชาติ จึงได้มาปรากฏในข่ายวิถีฌานสมาธิของท่าน

ตอนแรกหลวงปู่คิดว่าเป็นนิมิตมายา จึงอธิษฐานจิตซ้ำว่าถ้าเป็นภาพนิมิตมายาขอให้ดับหายไป ถ้าเป็นนิมิตจริงขอให้ปลาเหล่านี้สวดพระพุทธคุณให้ได้ยิน ปรากฏว่าเมื่ออธิษฐานเสร็จปลาเหล่านั้นก็พากันสวดสรรเสริญพระพุทธคุณ ว่า นโมตัสสะ ภควโต อรหโต สัมมาสัมพุทธัสสะ ตัวละ ๓ จบเรียงกันไปจนครบหกตัว ท่านได้ยินดังนั้นจึงรับปากว่าจะช่วย

รุ่งเช้าท่านออกบิณฑบาตไปจนถึงบ้านของโยมอุปัฏฐาก วันนั้นลูกสาวของโยมอุปัฏฐากชื่อ เยี่ยม หอมหวล อายุขณะนั้น ๑๐ ขวบ เมื่อใส่บาตรแล้วก่อนที่หลวงปู่จะไปบ้านอื่นต่อ จึงสั่งเด็กหญิงผู้นั้นว่า ตอนสาง หลังกินข้าวเสร็จแล้วให้เอาขันน้ำใบใหญ่ๆ ไปหาท่านที่วัดด้วย

หลังจากนั้นเด็กหญิงก็เอาขันน้ำไปที่วัดตามที่หลวงปู่สั่ง เมื่อไปถึงหลวงปู่ก็สั่งว่าให้เอาน้ำใส่พอประมาณและให้ไปขอปลาหกตัวกับนายบุญช่วย ที่ขังเอาไว้ในตุ่มน้ำในสวนกล้วยติดกับหลังวัด ซึ่งเด็กหญิงผู้นี้ก็รู้จัก พร้อมกำชับไว้ด้วยว่าไม่ว่าอย่างไรก็ตามต้องเอาปลามาให้ได้

เมื่อเด็กหญิงไปถึงพบนายบุญช่วย จึงบอกว่าเจ้าคุณปู่ให้มาขอปลาหกตัว เป็นปลาหมอ ๓ ตัวปลาดุก ๓ ตัวที่ขังไว้ในสวนกล้วย นายบุญช่วยแปลกใจ แต่ก็บอกว่าไม่รู้ว่าปลามีหรือไม่ ถ้าไม่มีให้กราบเรียนหลวงปู่ด้วยว่าไม่มี แล้วไปที่สวนกล้วย

พอไปถึงกระต๊อบท้ายสวน นายบุญช่วยก็นึกได้ว่าตนเคยไปหาปลาและได้นำมาขังไว้จริง แต่นานแล้วจนลืม จึงอุทานว่าหลวงปู่เก่งจังที่รู้ว่าตนขังปลาไว้จนลืมไปแล้ว จึงรีบไปดูที่ตุ่มกลางกอกล้วย ปรากฏว่าเห็นปลาอยู่หกตัวตามที่หลวงปู่บอกมาจริง จึงจับปลาใส่ขันให้เด็กหญิง แล้วตามมาจนถึงวัด

เมื่อพบหลวงปู่ จึงบอกว่าหลวงปู่เก่งที่รู้ว่ามีปลาถูกขังจนลืม

หลวงปู่บอกว่า ท่านไม่เก่ง ปลาเหล่านี้ต่างหากที่เก่ง เพราะสามารถส่งกระแสจิตไปขอความช่วยเหลือจากท่านได้ โชคยังดีที่ยังไม่ได้เอาไปทำอาหาร เพราะจะเดือดร้อนทั้งครอบครัว จากนั้นหลวงปู่ก็ทำน้ำมนต์พรมให้ปลาแล้วอธิษฐานให้ปลานั้นปลอดภัย สามารถบำเพ็ญบารมีต่อได้จนหมดอายุขัย แล้วนำไปปล่อยที่แม่น้ำโขง น่าแปลกคือ เมื่อปล่อยปลาลงน้ำแล้วแทนที่มันจะรีบว่ายหนี กลับพากันกระโดดขึ้นเหนือน้ำสามครั้งเหมือนกับจะแสดงการคารวะหลวงปู่ จากนั้นก็พากันว่ายน้ำหายไป


ติดตาม

Get every new post delivered to your Inbox.